วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning log week 6
(นอกห้องเรียน)
                เนื่องจากสิ่งต่างๆในโลกนี้ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันไปหมดทุกอย่างแต่จะมีความแตกต่างกันทั้งลักษณะภายนอก เช่น สูง ต่ำ อ้วน ผอม และคุณสมบัติต่างๆ เช่น ดำ ขาว สวย ไม่สวย เป็นต้น ซึ่งคำมนภาษาอังกฤษที่แสดงความหมายเหล่านี้มี 2 ประเภท คือ คำคุณศัพท์ (Adjective) และคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) การที่จะบอกให้ทราบว่าคน สัตว์ สิ่งของแต่ละชนิดมีสิ่งต่างๆเหล่านี้มากน้อยกว่าเท่าใดจึงใช้การเปรียบเทียบ (comparison) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Positive Degree (ขั้นปกติ) และ Comparative Degree(ขั้นกว่า) และระดับสุดท้าย คือ Superative Degree (ขั้นสุด)
                การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ เพื่อร้างขั้นกว่าและขั้นสุดทำได้สองวิธี คือ สร้างรูปขั้นกว่าให้เติม er,หรือเติม more ข้างหน้า และอีกวิธีหนึ่งคือสร้างรูปขั้นสุดให้เติม the ข้างหน้าและ est ท้ายคำ หรือเติม the most ข้างหน้า การสร้างรูปคุณศัพท์ขั้นกว่าและขั้นสุด คำที่เติม er, est ท้ายคำได้แก่ คำคุณศัพท์ที่มีพยางค์เดียวลงท้ายด้วยตัวสะกดสองตัว หรือลงท้ายด้วยตัวสะกดตัวเดียวแต่มีสระสองตัว หรือเติม er,est ได้เลยตัวอย่างเช่น hard       harder   hardest = แข็ง   long  longer   longest = ยาว  sweet  sweeter  sweetest= หวาน  clear  clearer  clearest = กระจ่าง
                คำที่มีพยางค์เดียวมีสระตัวเดียวและตัวสะกดตัวเดียว ก่อนที่จะเติม er ,est ให้เติมตัวสะกดเพิ่มอีกตัว ได้แก่ big bigger  biggest = ใหญ่  hot hotter  hottest = ร้อน  thin  thinner  thinnest = ผอม  หรือถ้าเป็นคำพยางค์เดียวที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้วให้เติมเฉพาะ r, st ได้แก่  brave  braver  bravest = กล้าหาญ  fine  finer  finest = ดีงาม  หรือคำพยางค์เดียวหรือสองพยางค์ที่ลงท้ายด้วย y  และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน yเป็น i แล้วเติม er ,est ได้แก่  dry drier  driest = แห้ง  sly  slier  sliest = ขี้โกง  ยกเว้น shy  shyer  shyest= ขี้อาย แต่ถ้าหน้า y เป็นสระไม่ต้องเปลี่ยน y เป็น  ให้เติม er,est ได้แก่  gay  gayer  gayest = รื่นเริง   gray  grayer  grayest = เก่า เทา มอม
                คำสองพยางค์ที่ลงท้ายด้วย y, le, er, re, ow ให้เติม er, est ได้เลย (ถ้าลงท้ายด้วย y เปลี่ยน y เป็น I ก่อน) ได้แก่ happy  happier  happiest = สุข  clever  cleverer  cleverest = ฉลาด  narrow  narrower  narrowest = แคบ และคำสองพยางค์ซึ่งเน้นเสียงหนักที่พยางค์หลังให้เติม er ,est ได้ทันที ได้แก่  polite politer  politest = สุภาพ genteel  genteeler  genteelest = มีมารยาท remote  remoter  remotest = ไกล  sedate  sedater  sedatest = สงบ
                คำที่เติม more ,most ข้างหน้า คำสองพยางค์ซึ่งเน้นเสียงหนักที่พยางค์แรกให้เติม more,most ข้างหน้า ได้แก่ honest more honest most honest =ซื่อสัตย์  fluent more fluent most fluent = คล่องแคล่ว คำที่มีสามพยางค์ขึ้นไปให้ใช้ more, most นำหน้าคำซึ่งได้แก่ beautiful  more beautiful  most beautiful = สวย  special  more special  most special = พิเศษ  คำคุณศํพท์ที่มาจากกริยาช่อง 3 หรือกริยาที่เติม – ing ได้แก่ exciting more exciting  most exciting =  ตื่นเต้น pleased  more pleased  most pleased  = น่าพอใจ และคำที่สามารถเติมได้ทั้ง  est, er ,moe, most, ได้แก่ empty, windy, sunny, noisy, holy, gentle, funny, rainy, เป็นต้น
คำชนิดพิเศษที่เปลี่ยนรูป เช่น good(wellbetter  best = ดี  bad  worse  worst = เลว little, less least = น้อย   การเปรียบเทียบคำกริยาวิเศษณ์ สามารถทำได้เช่นเดียวกับคำคุณศัพท์ ลักษณะการเปรียบเทียบ คน สัตว์ สิ่งของต่างๆ สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบได้ 5 ลักษณะ ดังนี้ คือ Comparison of Equality (เปรียบเทียบความเท่ากัน) คือ การเปรียบเทียบบุคคลหรือสิ่งของตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป ที่มีลักษณะเหมือนกันหรือมีความหมายเท่ากัน โดยรูปแบบดังนี้  as+  Adj.\Adv. + as เช่น John is as tall as his father. His car runs as slow as a snail.
                ลักษณะถัดไป คือ Comparison of Inequality (เปรียบเทียบความไม่เท่ากัน) คือ การเปรียบเทียบบุคคลหรือสิ่งของตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป ที่มีลักษณะไม่เหมือนกันหรือมีไม่เท่ากัน โดยรูปแบบดังนี้  not so +  Adj.\Adv. + as หรือ not  +  Adj.\Adv.+ as เช่น I not so strong as my brother. Linda doesn’t run as fast as David. ลักษณะถัดไป คือ Comparison of Superiority คือการเปรียบเทียบขั้นสูงกว่า เพื่อจะบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีมากกว่า โดยรูปแบบดังนี้ Comparative Degree (Adj, Adv.) + than เช่น I am tall than my father. This train runs faster than that bus.
                ลักษณะที่สี่ คือ Comparison of Interiority (เปรียบเทียบขั้นกว่า) คือ เพื่อจะบอกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความน้อยกว่า แย่กว่า โดยมีรูปแบบดังนี้ less + Adj.\Adv. + than เช่น Three is less than five. , John runs less than Jimmy. และลักษณะสุดท้าย คือ Comparison of Supremacy (เปรียบเทียบขั้นสุด) คือ การเปรียบเทียบเพื่อจะบอกว่าสิ่งที่มีตั้งแต่ 3 สิ่งขึ้นไป มีความมากที่สุด ดีที่สุด  โดยมีรูปแบบดังนี้ + superlative degree + as , หรือ the + superlative degree + as เช่น Tom is the most polite person I know. He speaks the most loudly of this class.
                การใช้คำเปรียบเทียบบางคำ เช่น father- farthest, further- furthest และ farther- farthest ใช้เปรียบเทียบระยะทางและหมายความถึงนอกเหนือกว่านั้น หรือเพิ่มเติม และ further- furthest ใช้เกี่ยวกับความเหนือกว่าหรือไกลกว่าแต่ไม่เกี่ยวกับระยะทาง later- latest ใช้เปรียบเทียบเวลา latter ใช้แสดงว่า เป็นอันหลังใช้ในกรณีที่มี 2 สิ่ง เปรียบเทียบกัน last ใช้แสดงตำแหน่งสุดท้าย older- oldest ใช้แสดงความมีอายุมากกว่าได้ทั้ง คน สัตว์สิ่งของ elder- eldest ใช้ได้กับคน และเป็นคำคุณศัพท์ประกอบนามเพียงอย่างเดียว
                สรุปได้ว่า การใช้คำที่สามารถเปรียบเทียบได้มี 2 ชนิด คือ Adjective และ Adverb และคำทั้งสองชนิดสามารถที่จะทำให้เป็นขั้นกว่าและขั้นสุดได้โดยการเติม er, est, more, most ได้ขึ้นอยู่กับคำแต่ละคำสามารถที่จะเติมลักษณะใดได้บ้าง เพื่อที่จะทำให้เป็นขั้นกว่าและยังมีคางคำที่เปลี่ยนรูปเพื่อเป็นขั้นกว่าและขั้นสุด และสามารถเปรียบเทียบได้ใน 5 ลักษณะด้วยกัน คือ ขั้นเท่ากัน ขั้นไม่เท่ากัน ขั้น สูงกว่า ขั้นต่ำกว่าและขั้นสูงสุดดังนั้น หากเข้าใจชัดเจนและสามารถเปรียบเทียบสิ่งต่างๆได้ถูกต้องและชัดเจนมากยิ่งขึ้น



Leaning log week 5
( นอกห้องเรียน )
                คำแต่ละคำที่เราใช้เรียกสิ่งของต่างๆ เรามักจะใช้คำบ่งชี้ถึงสิ่งขิงนั้นๆและประเภทของคี่เราใช่บ่งชี้ คือ Determiner  Determiner  คือ  คำบ่งชี้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกคำซึ่งบ่งบอกหรือกำหนดคำนามที่ผู้พูดและผู้ฟังรู้กันอยู่แล้วว่าหมายถึงสิ่งใด ซึ่งคำประเภทนี้บางคำก็ใช้แระกอบหน้าคำที่เป็นคำคุณศัพท์ (adj)  บางคำที่ก็ใช้ลอยๆแทนคำนามได้โดยทำหน้าที่เป็นสรรพนาม(Pronoun) และมีบางคำที่สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง 2 อย่าง เล่นได้ทั้งคำคุณศัพท์และคำสรรพนามเช่น Give me some bread. (คุณศัพท์) Do you want some? (สรรพนาม)  Have you drunk enough water?
                ชนิดของคำบ่งชี้นำหน้า คำบ่งชี้ที่ใช้นำหน้าคำนามนอกจาก some, enough และยังมีคำอื่นๆอีก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น สี่ชนิด คือ คำนำหน้าคำนาม(Article) ได้แก่ a, an, the ชนิดที่สองคือ คำแสดงความเป็นเจ้าของ my, mine, yours, you, her, his, their, theirs, our, ours, its, ‘s etc อีกชนิดก็คือ คำชี้เฉพาะ this, that, these, those, what, which, และชนิดสุดท้ายคือ คำบอกจำนวน ได้แก่ much, many, no, some, any, few, little, each, all, both, either, neither, two, three,… ect.
                การใช้งาน Determiner มีรูปแบบดังนี้ Determiner+ Adj. + N. คำบ่งชี้ที่พบเห็นบ่อยมีการใช้ดังนี้ much, many มีความหมายว่ามาก เหมือนกันแต่มีวิธีการใช้ต่างกัน คือ much ใช้กับคำนามที่นับไม้ได้ เช่น She hasn’t much money. (เธอมีเงินไม่มาก) , I haven’t much time to catch the bus. , They don’t have much water to drink. และ many จะใช้กับคำนามที่นับได้ และโดยเหตุที่ many แปลว่ามาก ดังนั้นคำนามที่ตามหลังจึงต้องเป็นพหูพจน์ เช่น I don’t have many cars. หรือ many a  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์ดังนั้นกริยาที่ตามหลังจึงเป็นเอกพจน์ เช่น Many a man works hard all life.
                การใช้ much many ปกติในประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามเท่านั้น ดังนั้นเมื่อตอบรับประธานในประโยคบอกเล่าจึงต้องใช้คำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น Do you earn much money? No, not much.(ปฏิเสธ) หรือ Yes, I earn a great deal.(ตอบรับ) และในประโยคบอกเล่าจะไม่นิยมใช้ much many แต่นิยมใช้คำเหล่านี้แทน เช่น ใช้กับนามนับได้ (พหูพจน์) lot of, a lot of, plenty of หรือใช้กับนามไม่ได้ (เอกพจน์) lot of, a lot of, a great deal of,ตัวอย่างเช่น There are plenty of chairs for everyone. , I know a lot of person in China.
                คำต่อไป คือ much very, much เมื่อใช้เป็น Adv. มีความหมายว่ามาก เช่นเดียวกับ very แต่มรการใช้งานแตกต่างกันดังนี้ much ใช้ขยายคำกริยา ส่วน very ใช้ขยายคำคุณศัพท์ หรือขยายกริยาวิเศษณ์ เช่น She has never worked much since her accident. หรือ You look very sad หรือ much ใช้ขยายกริยาช่อง แต่veryใช้ขยายกริยาเติม –ing ซึ่งทำหน้าที่เป็น Adj. ยกเว้น Past participle บางคำซึ่งนำไปใช้อย่างคำคุณศัพท์ธรรมดาใช้ very ขยายได้เหมือนกับเป็นคำคุณศัพท์ทั่วไป เช่น แบบปกติได้แก่  The news is very interesting, I was much surprised at hearing that news. และแบบยกเว้นได้แก่  I am very pleased to meet you a gain.
                คำต่อไปนี้ few, a few, little, a little สองคำนี้แปลว่า น้อย เหมือนกันตี่วิธีการใช้ต่างกันดังนี้ few, a few ใช้มนความหมายตรงกันข้ามของ many โดยใช้กับคำนามที่นับได้และคำนามหลัง few,  a few ต้องเป็นคำนามพหูพจน์เสมอ สำหรับ few จะมีความหมายในทำนองน้อย แทบจะไม่มีเลยส่วน a few แต่น้อยพอมีอยู่บ้าง เช่น She has few friends. He has a few friends.
                การใช้ some , any ทั้งสองคำนี้ มีความหมายว่า บ้าง ใช้ได้กับคำนามนับได้พหูพจน์และคำนามนับไม่ได้เอกพจน์ เช่น some books , some rice, any books, any rice. การใช้ some ในประโยคบอกเล่าทั่วไป เช่น He is looking for some books.  I want some tea.  และใช้ในประโยคคำถาม ในกรณีที่คิดว่าผู้ตอบจะตอบรับหรืออยากให้ตอบรับเช่นกัน เช่น May I have some orange juice? หรือ Did she gave you some flowers?
                การใช้ any ในประโยคที่มีความหมายปฏิเสธ ซึงได้แก่ประโยคปฏิเสธทั่วไปและประโยคที่มีคำเหล่านี้ เช่น never, scarely, without, rarely, hardly, seldom, เช่น He worked hard but without any success. , I don’t want any tea. หรือใช้ในประโยคที่มี if หรือ whether เช่น  Do you have any question? หรือ I don’t know whether I will have any money left over after the trip. หรือใช้ในประโยคบอกเล่าที่มีความหมายก็ได้ เช่น You can sleep any time you want. หรือ I will go to see her any day I want.
                คำผสมของ some any มักเขียนติดกันใช้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ได้แก่ คำดังนี้ someone, somebody มีรูปเป็นเอกพจน์เสมอ เช่น Their’ s somebody at the window. หรือ something มีรูปเป็นเอกพจน์เสมอ เช่น There ‘ s something I want to tell you. หรือ sometime เป็นได้ทั้งคุณศัพท์และคำกริยาวิเศษณ์ เช่น I was a sometime swimmer หรือใช้ sometime เป็นกริยาวิเศษณ์ เช่น She goes there sometimes. Somewhat เป็นกริยาวิเศษณ์ เช่น This problem is somewhat difficult. Somewhere เช่น She look at him as if she has ever seen him somewhere. หรือจะใช้ someway, somehow, และ anyhow เป็นรูปปฏิเสธของ somehow, someway

                ดังนั้น การใช้ Determiner จะมีทั้งหมด 4 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดแต่ละคำจำมีการใช้ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับคำนามนั้นๆว่าจะเป็นนามเอกพจน์หรือพหูพจน์และเราต้องเลือกใช้ตัวบ่งชี้ให้ตรงกับคำนามนั้น และDeterminer เราจะใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่า คำถาม และปฏิเสธและต้องสังเกตคำนามว่าเราจะใช้คำไหนมาเติมเต็มให้ประโยค หากเราเข้าใจก็จะสามารถเลือกคำมาใช้ในประโยคได้ถูกต้องและสมบูรณ์

Learning log week 5
(ในห้องเรียน)
                ประโยคในภาษาอังกฤษมีมากมายหลายรูปแบบที่เคยได้ศึกษา  ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและการใช้ที่แตกต่างกัน  ประโยคในภาษาอังกฤษได้แก่  Simple Sentence , Compound Sentence, Complex Sentence และ Compound Complex Sentence ซึ่งนอกจากจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องประโยคแล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  เรื่อง อนุประโยค (clause)  ซึ่ง clause ที่ได้เลือกศึกษาคือ Adjective clause  ว่า clause ประเภทนี้มีลักษณะอย่างไร และมีการใช้อย่างไรและจาก Adjective clause สามารถที่จะทำให้เป็น Adjective phrase ได้ด้วยวิธีใดซึ่งจะได้ศึกษาจากการบันทึกการเรียนรู้ครั้งนี้
                ประโยคแรกที่เลือกศึกษาคือ Simple sentence คือ เอกัตถประโยค หมายถึง ประโยคที่มีใจความเดียว คือ มีประธานตัว (subject)และกริยา (verb) ตัวเดียว ประโยครูปแบบนี้จึงไม่ซับซ้อนและเข้าใจง่าย Simple sentence แบ่งออกเป็นประโยคย่อยได้อีก 5 รูปแบบ ได้แก่ ประโยคบอกเล่า (Declarative Sentence) เช่น I live in Bangkok. I love you. ประโยคปฏิเสธ (Negative sentence)  เช่น I don’t live in Bangkok. He isn’t able to speak French fluently. ประโยคคำถาม (Interrogative sentence )เช่น  Were you born in Bangkok? ประโยคขอร้อง ( Imperative sentence)  เช่น Please open the window. ประโยคอุทาน (Exclamatory sentence) เช่น How cold it is! There go the bus!
                ประโยคถัดไป คือ Compound sentence คือ เอนกัตถประโยค หมายถึง ประโยคที่เกิดจากการรวมประโยคความเดียวเข้าด้วยกันโดยประโยคที่ถูกรวเข้าด้วยกันนั้นก็ยังมีความเป็นอิสระ คือ เมื่อแยกออกจากกันก็ยังมีความหมายหรือจะรวมกันก็ได้ในการรวมกันจะอาศัยคำเชื่อมที่เรียกว่าตัวประสาน (Co-ordinator)  ได้แก่คำเหล่านี้ and,or,for,but และคำอื่นๆท่มีความหมายคล้ายกัน ตัวอย่างเช่น เป็น simple เพราะแยกกันอยู่ ได้แก่ He is poor. He is honest. และเป็น compound เพราะมีตัวประสานมาเชื่อม ได้แก่ He is poor but he is honest. และตัวประสานที่นำมาเชื่อมเพื่อให้เป็น compound ได้แก่ เครื่องหมายวรรคตอน(punctuation) , วิเศษณ์เชื่อม (conjunctive adverb),และสันธานประสาน (co-ordinate conjunction
การเชื่อมด้วยเครื่องหมายวรรคตอน (punctuation) นิยมใช้เชื่อม simple sentenceเพื่อให้เป็น compound sentence มีดังนี้ semo-colon (;) ใช้เชื่อมประโยคในกรณีที่ผู้เขียนไม่อยากขึ้นต้นประโยคใหม่ เช่น Dang was sick;he didn’t work yesterday. เครื่องหมายวรรคตอนถัดมาคือ colon (:) และ dash(-) 2 เครื่องหมายนี้ใช้เชื่อมในกรณีที่ผลของประโยคหลังมีสาเหตุมาจากประโยคหน้าโดยแท้จริง เช่น Dang was sick: he didn’t work yesterday.  หรือ Dang was sick- he didn’t work yesterday. นั่นคือการที่แดงไม่สบายทำให้เขาไม่ได้ทำงาน และเครื่องหมายสุดท้ายคือ comma (,) ใช้เชื่อมในกรณีที่เหตุการณ์ท่กล่าวนั้นจะขึ้นต้นประโยคใหม่จะทำให้ไม่ต่อเนื่องจึงต้องใช้ (,)  เชื่อมเพื่อไม่ให้ประโยคไม่ต่อเนื่อง เช่น I tooked around here. Sombat was writing a letter, Wichai was reading, Nipa was doing exercises.
                ตัวประสานที่สองคือ การเชื่อมด้วย Conjunctive Adverb แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดที่เติมเข้ามาเพื่อเป็นการเน้นให้ผู้ฟังผู้อ่านได้ฉุกคิด คำเหล่านนี้ ได้แก่ however,  moreover , furthermore, consequently, therefore  เป็นต้น  เช่น John was sick; however , he did go to school. She was tried; and thirsty; moreover, she was cold.และชนิดคำที่มีความหมายเป็น Transitional  word   ซึ่งมีความหมายอ่อนลงมาก จนอาจใช้คำเสมือนเป็น Adverb ธรรมดาหรือ เหมือนคำ conjuctive ธรรมดา ไดแก่ คำเหล่านี้ Thus otherwise, still, hence,yet เช่น Do what you are told otherwise you’ll be punished. คำเหล่านี้จะใช้ (,) คั่นข้างหน้า
                ตัวเชื่อมสุดท้ายคือ การเชื่อมด้วย (Co-ordinate conjunction) แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ แบบรวมได้แก่ and และคำที่มีความหมายคล้ายกับ and เช่น  and…too, and…also, and also, as well as, เช่น Mary is tired and hungry, Mary is tired and hungry too, Mary is tired and hungry also. และแบบเลือก ได้แก่ or และคำที่มีความหมายคล้าย or  เช่น  or else, either…or, neither…nor, เช่น  He must go now, or he will miss plan. Either you or he has to do this.
แบบถัดไปคือ แบบแยก ได้แก่ but และคำที่มีความหมายคล้าย but ได้แก่ while, whereas, yet, still, เช่น Somrak  didn’t  work hard, but he passed his examination. , She is very beautiful, while all her sisters are ugly. และ แบบที่สี่ คือ แบบเชื่อมความซึ่งเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน ได้แก่ so และ คำที่มีความหมายคล้าย so ได้แก่ for, therefore, consequently, accordingly, เช่น  It’s  time to go, so let’s start our journey. , I want in ,for the door was open. , He was found quilty;  therefore , he was imprisoned.
                ประโยคที่ศึกษาถัดไปคือ  complex sentence  คือ สังกรประโยค หมายถึง ประโยคที่เกิดจากการรวมประโยคความเดียวเข้าด้วยกันโดยอาศัยตัวเชื่อมที่เรียกว่า คำเชื่อมซ้อม (sub - ordinator) ประโยคย่อยที่นำมารวมกันจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน คือ ไม่สามารถแยกออกไปอยู่อิสระได้เนื่องจากเนื้อหาไม่สมบูรณ์  ประโยคย่อยที่ทำให้เกิดประโยคความซ้อนแบ่งได้สองส่วน คือ ประโยคหลัก (principle clause)  เมื่ออ่านจะได้เนื้อหาสมบูรณ์ในตัวมันเอง  และอีกประโยคคือ ประโยคแฝง (subordinate clause)  จะอ่านไม่ได้ความหมาย เช่น  This is the house that  Jack bought last year.
                คำเชื่อมที่ใช้เชื่อมในประโยคให้เป็น  complex sentence  ได้แก่คำเชื่อมเหล่านี้  ใช้คำเชื่อมหรือใช้คำแฝง (subordinate conjunction)  ได้แก่ if, since, because, that เช่น  He is unhappy because he is very poor. , She said that she would come back soon. และใช้ประพันธ์สรรพนาม (relative pronoun) ได้แก่คำเหล่านี้  who, whom, whose, which, that as, but, what, where, of which, เช่น There was no one but admired him. และใช้สรรพนามวิเศษณ์ (relative adverb ) ได้แก่   when, whenever, where, why, wherever, how, เช่น I don’t know when she arrives here. , she will go wherever she likes.
                ประโยคประเภทสุดท้ายคือ compound complex sentence คือ อเนกัตถสังกรประโยค หมายถึง ประโยคที่เกิดจากการรวมเอาประโยคความซ้อนเข้ามาหรือเป็นประโยคความซ้อนที่เกิดจากการรวมประโยคความรวม เช่น This and that are the house that Prasit built. ประโยคดังกล่าวเป็นการรวมประโยคความซ้อน 2 ประโยคเข้าด้วยกัน คือ This is the house that Prasit built. และ That is the house that prasit built.  ประโยคความซ้อนเชื่อมกันด้วย and กลายเป็นประโยคผสม
                เรื่องต่อไปที่จะศึกษา คือ Adjective clause หมายถึง อนุประโยค  ที่เป็นคุณศัพท์ขยายนาม หรือขยายคำเสมอนามได้เช่นเดียวกับ Adjective ธรรมดา  แต่การขยายด้วย Adjective  clause จะทำให้หนักแน่นและเด่นชัดกว่าการขยายด้วย Adjective ธรรมดา ลักษณะประโยคของ Adjective clause จะนำหน้าด้วย คำเชื่อมสัมพันธ์ (relative words)  ซึ่งได้แก่คำเหล่านี้  who, whose, whom, which, of which, that, as, but,และrelative adverb where, why, when
                Relative Pronoun แปลว่า ประพันธ์สรรพนาม หมายถึง สรรพนามที่ใช้แทนนามที่อยู่ข้างหน้า และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เชื่อมประโยคหน้าหลังให้สัมพันธ์กัน หรือเป็นประธานหรือเป็นกรรมของประโยคหลังได้ด้วย Relative Pronoun ที่นิยมใช้ ได้แก่  who, whose, whom, which , where, why, when, what และ that คำเหล่านี้เมื่อใช้เป็น Relative Pronoun แล้วจะไม่แปลความหมายตามเดิมของมัน เช่น Who ใช้แทนนามที่เป็น บุคคลและบุคคลนั้นต้องเป็นผู้กระทำจึงจะใช้who เช่น He is the postman who brings a letter for us at home.
                Relative Adverb  แปลว่า กริยาวิเศษณ์สันธาน ทำหน้าที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ขยายกริยาในประโยคของตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็น conjunction  เชื่อมข้อความของประโยคหนกับหลังให้กลมกลืนกันอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงใช้ตามความหมายนี้ว่าเป็น Conjunction Adverb   และแบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ Conjunction Adverb of time ได้แก่ when สันธานวิเศษณ์บอกเวลา เช่น Can you tell me when he will arrive here? Conjunction Adverb of place สันธานวิเศษณ์บอกสถานที่ ได้แก่ where เช่น  This is where I stayed last year.               สันธานวิเศษณ์ชนิดต่อไปคือ Conjunction Adverb of frequency สันธานวิเศษณ์บอกความถี่ เช่น I ask him how often he had gone there. Conjunction Adverb of manner  สันธานวิเศษณ์บอกอาการ เช่น My father knows how I shot the tiger. Conjunction Adverb of quantity (or degree) สันธานวอเศษณ์บอกปริมาณ ได้แก่ how long, how far, เช่น No one knows how long she will live with him. , The police wonder how far this man can tell the truth. และ Conjunction Adverb of reason (or cause) สันธานบอกเหตุผล เช่น Panya did not to know why she cry. , I want to know why she said like that.
                การทำ Adjective Clauseให้เป็น  Adjective Phrase สามรถทำได้โดยการลดรูป คำนำหน้า who, which, และ that ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของ Adjective Clause สามารถลดรูปเป็นกลุ่มคำดังนี้ Appositive noun phrase  Adjective Clause ซึ่งมี who, which, และ that เป็นประธานสามารถลดรูปได้หากหลัง who, which, และ that มี BE ออก เมื่อลดรูปจะเป็น กลุ่มคำนาม เช่น Prof. Chakarin, who is my thesis advise, will retire next year. เมื่อลดรูปจะเป็น Prof. Chakarin, my thesis advise, will retire next year.
                กลุ่มคำต่อไปนี้ได้แก่  Prepositional phrase สามารถลดรูปได้หาก หลัง who, which, และ that มีคำกริยาบุพบท ถ้าตัดออกแล้วเหลือแต่บุพบทยังมีความหมายเหมือนเดิม เช่น  The lady who is dressed in the national costume is beautiful queen.  เมื่อลดรูปได้แก่ The lady in the national costume is beautiful queen. กลุ่มคำที่สามคือ Infinitive Phrase ลดรูปได้หากข้างหลังมีกริยาในรูป BE+ Infinitive with toเช่น  He is the first person who is to be blamed for the violency yesterday. เมื่อลดรูปเป็น He is the first person to be  blamed for the violency yesterday.
                กลุ่มคำสุดท้ายคือ  Participial phrase สามารถลดรูปได้ หากหลัง who มีกริยาแท้ลดรูปโดยตัด who และเปลี่ยนกริยาหลัง who เป็น present participle (v-ing ) เช่น The school students who visits the national museum were very excited. ลดรูปเป็น The school students visiting the national museum were very excited. และ past participle phrase สามารถลดรูปได้หากหลัง which ,who  มีกริยาในรูป passive form (BE+ past participle ) ลดรูปโดยตัด which\ who \BE เหลือแต่ past participle เช่น The money which was lost during the trip was returned to its owner. The money lost during the trip was returned to its owner.
                สรุปจากการศึกษาประเภทของประโยคมีทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความเกี่ยวเนื่องกัน เช่น  simple sentence  สามารถเป็น compound sentence ได้โดยการใช้ตัวเชื่อมประเภทต่างๆ ได้หลายประเภท และการศึกษา Adjective clause  สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ Relative Pronoun , Relative Adverb ซึ่งคำเหล่านี้ใช้ขยายคำนามและคำกริยาในประโยคให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและจากการศึกษา  Adjective clauseเป็น Adjective phrase สามารถทำได้โดยวิธีการต่างๆดังได้นำเสนอไว้แล้วข้างต้น  ซึ่งจากการศึกษาทั้งหมดสามารถนำไปใช้เชื่อมโยงกับเรื่องการแปลทำให้สามารถแปลประโยคได้ใจความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น