วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning log week 11

Learning log week 11
นอกห้องเรียน

การฝึกทักษะภาษาอังกฤษสามารถฝึกได้หลายแบบ เช่น การฟังเพลง ดูภาพยนตร์ การฝึกทักษะการพูดเป็นต้น ซึ่งการฝึกทักษะต่างๆจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาภาษาของเราได้ในด้านต่างๆที่เราได้ฝึก  เช่นดิฉันได้เลือกฝึกทักษะการฟังได้เลือกฟังเพลง ซึ่งนอกจากจะได้ฟังเพลงได้เราสามารถที่จะแปลเพลงนั้นเป็นภาษาไทยได้ และสามารถเรียนรู้คำศัพท์ที่เราไม่รู้มาก่อนจากเพลงที่เราได้ฟัง ซึ่งการฝึกทักษะมีประโยชน์มากอย่างหนึ่งเพลงที่ดิฉันได้เลือกฟังคือเพลง All About That Bass ร้องโดย Meghan Trainor ซึ่งมีเนื้อเพลงต่อไปนี้
Because you know I'm all about that bass
เพราะเธอก็รู้นี่ว่าฉันตัวใหญ่เหมือนเสียงเบส
'Bout that bass, no treble
เสียงเบสที่ใหญ่ทุ้ม ไม่ได้แหลมเล็กเหมือนเสียงเทรเบิล
I'm all about that bass
ฉันตัวใหญ่เหมือนเสียงเบส
'Bout that bass, no treble
เสียงเบสที่ใหญ่ทุ้ม ไม่ได้แหลมเล็กเหมือนเสียงเทรเบิล
I'm all about that bass
ฉันตัวใหญ่เหมือนเสียงเบส
'Bout that bass, no treble
เสียงเบสที่ใหญ่ทุ้ม ไม่ได้แหลมเล็กเหมือนเสียงเทรเบิล
I'm all about that bass
เสียงเบสที่ใหญ่ทุ้ม ไม่ได้แหลมเล็กเหมือนเสียงเทรเบิล
'Bout that bass… bass… bass… bass
เสียงเบสที่ใหญ่ทุ้มซะขนาดนั้น
Yeah, it's pretty clear, I ain't no size two
ก็ชัดเจนนะ ว่าฉันไม่ได้มีหุ่นผอมเพรียว
But I can shake it, shake it, like I'm supposed to do
แต่ฉันก็สามารถที่จะเต้นอย่างเมามันส์ได้
'Cause I got that boom boom that all the boys chase
เพราะฉันมีหน้าอกหน้าใจที่พวกหนุ่มๆชอบไงล่ะ
And all the right junk in all the right places
รวมถึงเนื้อหนังมังสาที่เหมาะสมกับตัวเอง
I see the magazine workin' that Photoshop
ในพวกนิตยสาร มันคือภาพที่ผ่านการตกแต่งทั้งนั้น
We know that shit ain't real, come on now, make it stop
ใครก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง งั้นมาเถอะ มาหยุดเรื่องแบบนี้กัน
If you got beauty, beauty, just raise 'em up
หากเธอมีความงามที่แท้จริง ก็จงทำให้มันสวยขึ้นไปอีก
'Cause every inch of you is perfect from the bottom to the top
เพราะเธอมีความงามอยู่ในตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่แล้ว
Yeah, my mama she told me "don't worry about your size"
แม่ฉันบอกว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องไซส์ตัวเองหรอก
(Shoo wop wop, sha-ooh wop wop)
She says, "Boys like a little more booty to hold at night"
(That booty, uh, that booty booty)
เพราะพวกหนุ่มๆชอบนอนหนุนก้นใหญ่ๆมากกว่า
You know I won't be no stick figure silicone Barbie doll
แล้วฉันจะไม่เป็นแบบพวกตุ๊กตาบาร์บี้ซิลิโคนนั่นหรอกนะ
So if that what you're into, then go 'head and move along
แต่ถ้าเธออยากจะเป็นแบบนั้น ก็เชิญตามสบาย
I'm bringing booty back
ฉันจะทำให้สาวเจ้าเนื้อกลับมาฮิตอีกครั้ง
Go 'head and tell them skinny bitches that
แล้วไปบอกพวกผู้หญิงผอมแห้งพวกนั้นด้วยนะ
No, I'm just playing, I know you think you're fat
โอ้ว.. ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ ฉันรู้ดีเธอคิดว่าตัวเองอ้วน
But I'm here to tell you…
แต่ฉันมีอะไรจะบอกไว้
Every inch of you is perfect from the bottom to the top
ว่าความจริงแล้วน่ะเธอสวยตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยล่ะ
                ในเนื้อเพลงมีคำศัพท์บางคำที่เราไม่รู้ความหมาย เช่น bass เบส, treble เสียงแหลม, supposed ซึ่งทักว่าเป็นความจริง, funk เศษของที่ไม่ใช้แล้ว, shit การเสแสร้ง, booty ก้น , bitch บ่นว่าอย่าต่อเนื่อง, stick ไม้เท้า, figure บุคลิกภาพ, silicon ธาตุอโลหะที่ใช้ในการทำเหล็กกล้า ซึ่งคำศัพท์บางคำอาจจะมีหลายความหมายเพราะจะขึ้นอยู่กับบริบทนั้นๆว่าจะเอื้อให้ใช้ความหมายไหน
                ซึ่งจากการฟังเพลงนี้เป็นเพลงแนวที่สนุกสนานฟังเพื่อความบันเทิงผ่อนคลาย ซึงมีทั้งคำศัพท์ใหม่ที่ได้เรียนรู้ และเป็นการฝึกทักษะที่ดีมากอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ทั้งทักษะการแปลความหมายและการเรียนรู้คำศัพท์ที่ไม่รู้มาก่อน หากเราสามารถทำและฝึกอย่างเป็นประจำเราก็จะสามารถพัฒนาการเรียนภาษาของตัวเราได้ และจะกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเราไปจนกลายเป็นชีวิตประจำวันว่าในวันหนึ่งๆเราจะต้องได้ฟังเพลงและเรียนรู้สิ่งต่างๆจากเพลงที่เราฟัง



















Learning log

การศึกษาคำศัพท์สามารถที่จะศึกษาได้มากมายจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ สิ่งที่ได้พบเจอและไม่จำเป็นว่าจะต้องศึกษาเฉพาะในหนังสือในตำราเรียนเท่านั้นแต่การศึกษาคำศัพท์สามารถที่จะศึกษาในสถานที่ต่างๆที่เราได้ไปพบเจอ ซึ่งในสถานที่ต่างๆนั้นล้วนแต่มีคำศัพท์ที่น่าสนใจมากมาย และเป็นประโยชน์ต่อเรามากในการเรียนรู้คำศัพท์ ซึ่งบางครั้งคำศัพท์ใหม่ๆที่เราได้พบเจอเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าคำแต่เหล่านั้นคำศัพท์เขียนอย่างไรเราก็สามารถที่จะศึกษาได้จากการดูวีดีโอของสถานที่ที่เราสนใจคำศัพท์นั้นๆ ซึ่งสถานที่ที่ดิฉันสนใจคือ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาผ่านทางการดูรายการ ภาษาอังกฤษติดล้อ ตอน A day of the weather ซึ่งมีคำศัพท์ที่น่าสนใจมากมายดังต่อไปนี้
Weather สภาพอากาศ, weather forecast การพยากรณ์อากาศ, monsoon มรสุม / ลมมรสุม, air temperature อุณหภูมิอากาศ, hot ร้อน, hot and humid อากาศร้อนชื้น, humid ชื้น, cold อากาศหนาว, freezing point จุดเหยือกแข็ง, cool อากาศเย็นสบาย Humidity ความชื้น, evaporate ระเหย, drought ช่วงฝนแล้งหรือภัยแล้ง, wind direction ทิศทางลม, wind speed ความเร็วลม, water vapor ไอน้ำ, tropical depression พายุดีเปรสชันเขตร้อน, tropical storm พายุโซนร้อน, severe tropical storm พายุโซนร้อนรุนแรง, severe หนักหนาสาหัสขั้นรุนแรง, typhoon ใต้ฝุ่น,
flood อุทกภัย หรือน้ำท่วม, landslide ดินถล่มหรือแผ่นดินถล่ม, Partly cloudy sky ท้องฟ้ามีเมฆบางส่วน, isolated rain ฝนตกบางส่วน, breeze ลมพัดโชย, gust ลมกระโชก, meteorological satellite ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา , satellite ดาวบริวาร, weather radar เรดาร์ตรวจอากาศ , tropical cyclone พายุหมุนเขตร้อน, radar อุปกรณ์ใช้ตรวจจับการเคลื่อนที่ของวัตถุด้วยคลื่นวิทยุ, sonar อุปกรณ์ใช้ตรวจจับวัตถุที่อยู่ใต้น้ำด้วยคลื่นเสียง, windstorm พายุ, foggy หมอกจัด, fog หมอก, visibility ทัศนวิสัย , flash floods น้ำท่วมฉับพลัน / น้ำป่า / น้ำป่าไหลหลาก, vast area พื้นที่กว้างๆ
ในภาษาอังกฤษเราจะเห็นได้ว่าในคำหนึ่งคำอาจจะมีบางคำที่เขียนต่างกันแต่ออกเสียงเหมือนกัน เราเรียกประเภทของคำเหล่านนั้นว่า Homonym คำพ้องเสียง และในรายการภาษาอังกฤษติดล้อก้อได้ยกตัวอย่างมาให้คือคำว่า  rain ฝน rein ควบคุม reign ครองราชย์ และได้ค้นหาเพิ่มเติม ได้แก่คำว่า blew เป่า blue สีน้ำเงิน, dough แป้งโด doe กวางตัวเมีย, ewe แกะตัวเมีย  you เธอ,  flew บิน flu ไข้หวัดใหญ่ , flour แป้งสำหรับทำอาหาร flower ดอกไม้, heir ทายาท air อากาศ, knew รู้ new ใหม่, none ไม่มีเลย nun แม่ชี, sew เย็บ so ดังนั้น, suite ห้องชุด sweet หวาน, waist เอว waste เสียไปโดยเปล่าประโยชน์, weigh ชั่งน้ำหนัก way ทาง, weight น้ำหนัก wait รอ, whine บ่นคร่ำครวญ wine ไวน์, won ชนะ one หนึ่ง เป็นต้น
นอกจากจะเป็นการศึกษาคำศัพท์แล้วในรายการยังมีตัวอย่างประโยคที่เราสามารถใช้บอกเกี่ยวกับสภาพอากาศต่างๆได้เช่น ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเพราะฉะนั้นอากาศจะร้อนทั้งปี Thailand is near the tropical zone, therefore, the weather is quite hot all year-round., วันนี้อากาศดี Today’s weather is fine.
 Today’s weather is cool. วันนี้อากาศเย็นสบาย, Wind direction effects the movement of cloud and storm. การเคลื่อนที่ของทิศทางลมมีผลกระทบต่อก้อนเมฆและพายุ, Rainfall is the main factor of weather conditions which need daily data collection by keeping a close watch. ปริมาณน้ำฝนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสภาพอากาศที่ต้องจัดเก็บข้อมูลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
A flood inundated the whole Nonthaburi area .อุทกภัยท่วมพื้นที่เมืองนนทบุรีย์ทั้งหมด, Cold weather and slight rain are  likely in the north. The temperature will drop by 1 to 2 degrees celsius. ภาคเหนือมีอากาศเย็น มีฝนตกเล็กน้อยอุณหภูมิจะลดลง1-2 องค์สา เซลเซียส, ภาคใต้มีเมฆบางส่วนกับลมกรรโชกแรงรุนแรงและจะมีฝนตกบางแห่งตามพื้นที่ชายฝั่ง In the south, expect a partly cloudy sky with gusty wind and isolated rain in the seacoast area. ,The moon is the earth’s satellite. ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารของโลก
It’s a foggy day in Lampang.   Motorists should be very cautions due to poor visibility of less than 15 metrees.ลำปางมีหมอกลงจัดปกคลุมทั้งเมืองเพราะฉะนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนควรจะระมัดระวังเนื่องจากทัศนะวิสัยในการมองไม่เกิน 15 เมตรและตัวอย่างสุดท้ายคือ คาดว่าจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในภาคใต้ระวังน้ำท่วมฉับพลันน่าไหลหลาก Heavy rains expected in vast area of the south. Watch out  for flash floods. วันนี้สภาพอากาศดี It’s a beautiful day.
ซึ่งจากการได้ดูรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ตอน A day of the weather มีคำศัพท์มากมาย ทั้งคำศัพท์ที่เคยรู้มาก่อนและคำศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อนที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ มีทั้งการตรวจสอบในภาคพื้นดินและการตรวจสอบสภาพอากาศชั้นบนของอากาศ ซึ่งกว่าที่เราจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศนั้นมีมากมายหลายขั้นตอนมากในการตรวจสอบ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหากเราจะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราทันที ซึ่งหากเรารู้คำศัพท์เยอะก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเรามากเช่นด้านการเขียน งานเขียนของเราก็จะใช้คำศัพท์ที่ใหม่ๆไม่จำเจ หรือจะเป็นการอ่านเมื่อเราพบเจอคำศัพท์ที่แปลกๆเราก็ไม่กลัวเพราะเรารู้ความหมายของคำศัพท์คำนั้นซึ่งจะเป็นการช่วยพัฒนาการเรียนของเราให้ดียิ่งขึ้น






Learning log week 10
(นอกห้องเรียน)
ในชีวิตประจำวันของเรา เราอาจจะพบเจอกับชาวต่างชาติบ้างหรือเป็นประจำและทักษะหนึ่งที่เราไม่สามารถที่จะสื่อสารสนทนากับชาวต่างชาติได้นั้นเนื่องจากขาดทักษะด้านการฟัง ซึ่งทักษะด้านนี้เราสามารถที่จะฝึกฝนได้ เช่นการดูหนังในภาคภาษาอังกฤษเราก็สามารถที่จะฝึกฝนได้และหนังที่ดิฉันเลือกดูนั้นคือเรื่อง The Shamer’s Daugther สาวน้อยพลังเวทย์กับดินแดนมังกรไฟ ซึ่งมีเรื่องราวดังต่อไปนี้
 ดีน่า สาวน้อยที่ได้รับพลังวิเศษสืบทอดมาจากแม่ของเธอคือดวงตาสามารถล่วงรู้ถึงการกระทำผิดบาปของผู้คนที่ได้สบตากับเธอ แต่ในหมู่บ้านที่เธออยู่นั้นไม่มีใครที่สามารถกล้าสบตากับเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะล่วงรู้เรื่องราวที่ไม่ดีของพวกเขา จึงทำให้เธอไม่มีเพื่อน อยู่มาคืนหนึ่งได้มีศาลจากเมืองดันอาร์คได้เรียกตัวแม่ของเธอไปตัดสินคดีความการฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นของตระกูลหนึ่ง
เมื่อแม่เธอให้การว่า นิโกเดมัส บุตรชายของกษัตริย์แห่งเมืองดันอาร์คและแม่ของเธอได้ให้การว่านิโกเดมัสไม่ใช่ผู้กระทำความผิด ดรากร พี่ชายต่างมารดาของนิโกเดมัสจึงไม่พใจ เพราะ เขาต้องการที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ของเมือง เขาจึงได้ไปนำตัว ดีน่ามาเพื่อ สอบสวน นิโกเดมัสอีกครั้ง เมื่อดีน่าได้สอบสวนนิโกเดมัสอยู่นั้น ดรากรได้เข้ามาในคุกที่นิโกเดมัส ถูกขังอยู่ เธอจึงได้บอกกับเขาว่านิโกเดมัส ไม่ใช่คนฆ่าบิดา ดังนั้นเขาไม่ใช่คนผิด
 เมื่อดรากรได้ยินเช่นนั้นก็หวังที่จะฆ่าดีน่าแต่นิโกเดมัสได้ช่วยเธอไว้ทัน และทั้งนิโกเดมัสและดีน่าก็ได้หนีไปจากคุก แต่ทางที่ทั้งสองหนีไปนั้นเป็นถ้ำที่มีมังกรถูกขังอยู่ในขณะที่หนีไป ดีน่าจึงถูกมังกรกัดเข้าที่แขนจนสลบไปหลังจากนั้นทั้งสองก็ได้หลบหนีไปอยู่กับอาจารย์ของนิโกเดมัส และมีคนปรุงยาซึ่งเป็นหลานสาวของอาจารย์ได้ช่วยทำแผลและดูแลดีน่า ในขณะนั้นดรากรก็ได้สั่งให้ทหารออกตาล่าทั้งสองคน และเขาได้เข้ามาค้นในบ้านของอาจารย์แต่ทั้งนิโกเดมัสและดีน่าได้หลบทัน เมื่อดรากรหาตัวทั้งสองคนไม่เจอเขาก็เลยจับตัวอาจารย์ไปและได้เผาบ้านของอาจารย์ จนทำให้ดีน่าทนไม่ไหวสำรักควันไฟเธอจึงวิ่งออกมาจนทำให้เธอถูกจับ
 ในระหว่างทางที่เดินกลับปราสาท อาจารย์ได้นำระเบิดควันไฟติดตัวมาด้วยเขาจึงใช้ระเบิดนั้นช่วยให้ดีน่าหนีไป และดีน่าก็หนีไปได้ เธอเดินโซซัดโซเซ ไปนอนหลบฝนอยู่ใต้รถในกองฟางของชาวบ้านและได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ รุ่งเช้าวันนั้นเจ้าของบ้านได้ปลุกทั้งสองให้ตื่นพวกเขาลุกแต่ในขณะนั้นเด็กหญิงอีกคนได้หันไปเห็นขนมปังเธอจึงขอแต่เขาก็ไม่ให้ ดีน่าจึงเดินเข้าไปหาและได้จ้องตากับเขาจนเขายอมให้ขนมปังกับเธอ
เด็กหญิงคนนั้นขอขนมปังจากดีน่า แต่เธอมีข้อแลกเปลี่ยนว่าเธอจะให้ขนมปังถ้าเด็กหญิงคนนั้นยอมแลกชุดกับเธอ และเด็กหญิงคนนั้นก็ได้ไปที่บ้านเพื่อที่จะเอาชุดแต่ในขณะที่ไปเอาชุดนั้นเธอก็ได้ทะเลาะกับพี่ชายจนทำให้ดีน่าจ้องตาและทำให้เขารู้สึกละอายใจที่ทำอย่างนั้น จนทั้งสองออกมาจากบ้าน เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ถามดีน่าว่าเธอทำได้ยังไงจนดีน่าเล่าให้เธอฟังและเธอก็ขอให้ดีน่าจ้องตากับเธอและดีน่าก็พบว่าเธอไม่มีอะไรที่จะต้องละอายและเธอก็เป็นคนดี
จากนั้นทั้งสองก็เป็นเพื่อนกัน และดีน่าก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของเธอให้เด็กหญิงคนนั้นฟังและเด็กหญิงคนนั้นก็ได้จัดการตัดผมให้เธอจนเธออยู่เหมือนเด็กผู้ชาย ในขณะนั้นในเมืองก็มีการนำมังกรออกมาให้ชาวบ้านดู และประกาศว่าในวันรุ่งขึ้นจะมีการเฉลิมฉลองตำแหน่งกษัตริย์คนใหม่และจะนำตัวแม่ของดีน่ามาให้มังกรกินในฐานะที่เป็นแม่มด และในตอนนั้นพี่ชายของเด็กหญิงคนนั้นก็ได้ไปบอกกับทหารว่าเขาสงสัยว่าเด็กที่ทหารกำลังตามหานั้นคือดีน่า เมื่อเธอเห็นเช่นนั้นเธอจึงวิ่งหนี แต่ก็ไม่ทันทหารใหญ่ได้จับตัวเและพาไปหาหัวหน้าทหารคือ อาวุธ และเธอก็ได้จ้องตากับอาวุธจนอาวุธเกิดความละอายใจและให้นำดีน่าไปขังไว้
ในตอนนั้นอาวุธก็ได้เข้าไปคุยกับดรากรและบอกว่าเขาจะเป็นคนจัดการกับดีน่าเอง และในคืนนั้นเขาก็ได้นำตัวดีน่าไปแต่เพื่อนของดีน่าได้เดินตามเขาจึงจับตัวเพื่อนดีน่าไปด้วยเมื่อไปถึงสุดเขตเมืองเขาก็ได้ปล่อยทั้งสองคนและให้พวกเขาหนีไปแต่ดีน่าไม่ยอมขอให้เขาช่วยแม่ของเธอจนในที่สุดอาวุธก็ได้ช่วยดีน่า
ดีน่าไปบ้านคนปรุงยาเมื่อมาถึงดีน่าก็ได้เจอกับนิโกเดมัส เธอดีใจมากจากนั้นทุกคนจึงร่วมกันวางแผนที่จะจัดการกับดรากรในวันรุ่งขึ้น อาวุธแสร้งทำเป็นจับตัวคนปรุงยาไปและให้เธอไปช่วยอาจารย์จากนั้นดรากรก็ได้ขึ้นแสดงตัวต่อหน้าฝูงชน และดีน่าก็ได้พูดขึ้นมาทันทีว่าที่จริงๆแล้วดรากอนเป็นคนที่ฆ่าทุกคนและเป็นคนไม่ดี
เมื่อดีน่าถูกจับตัวไปเธอก็ท้าให้ดรากรจ้องตากับเธอแต่เขาก็ไม่มีอาการที่จะละอายต่อความผิดต่างๆที่เขาทำขึ้น จากนั้นแม่ขอดีน่าก็ถูกนำตัวออกมาและคำสั่งให้เปิดปรูมังกรก็ถูกสั่งขึ้นดีน่าไม่ยอมหยุดความพยายามเธอจึงได้หันไปจ้องตากับชาวบ้านและทุกคนเกิดความละอายใจกับสิ่งที่ทำอยู่ จนพวกเขาร้องตะโกนให้ดรากรหยุดแต่ดรากรก็ไม่ฟังจึงได้สั่งให้เปิดประตูมังกรทั้งหมด
จนทำให้เกิดความวุ่นวายและมังกรกำลังที่จะมาถึงตัวทั้งสองแม่ลูกนิโกเดมัสได้เข้ามาช่วยไว้ทันและเขาก็ได้ต่อสู้กับดรากรแต่เขาก็ฆ่าดรากอนไม่ลง และได้หนีไปออกสู่ทะเลดรากอนตามไปแต่ไม่ทัน ส่วนพวกของนิโกเดมัสได้หนีไปและได้ไปเจอเมืองใหม่และทุกคนก็มีความสุขมากขึ้น

                จากเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความผิดพลาดบางสิ่งบางอย่างเราอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจทำก็แล้วแต่ ถ้ามีคนอื่นมารู้ความผิดพลาดที่น่าละอายของเรานั้นไม่ว่าใครก็จะเกิดความละอายใจตัวเองอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นในทุกๆวันที่เรามีลมหายใจอยู่เราควรมั่นทำแต่สิ่งดีๆเพื่อตัวของเราเองและเพื่อสังคมของงเราจะได้อยู่อย่างมีความสุขและปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย



   Learning log

ในการเรียนของเรา เรามักจะเจอคำศัพท์ที่เป็นคำสองคำใช้คู่กันเสมอ นั่นก็คือ Phrasal verbs หรือ two-word verbs คือ การใช้คำกริยาที่ปกติแล้วมีความหมายอย่างหนึ่ง แต่ส่วนประกอบ เมื่อ verb+ preposition or particle มารวมกันเป็น Phrasal verbs แล้ว อาจจะทำให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมาซึ่งอาจจะไม่มีเค้าความหมายของคำกริยาเดิม
หลักสำคัญในการใช้ Phrasal Verbs หรือ Two-Word Verbs
มีดังนี้ ประการแรกคือเมื่อไม่มี direct object ต้องวาง adverb ไว้ติดกับ verb เช่น please come in.,  Don't give up, whatever happens.  ประการถัดไปคือ เมื่อมี object pronoun เช่น him, her, it, them, me, us, เป็น direct object ต้องวาง object เหล่านี้ไว้หน้า adverb เช่น I can't make it out. (right), 
ประการที่สามคือ  เมื่อมี noun เช่น book , pen , houses , etc.เป็น direct object จะวาง noun ไว้หน้าหรือหลัง adverb ก็ได้  (verb +adverb +noun) หรือ (verb +noun +adverb) เช่น  Turn on the light.  หรือ  - Turn the light on. ประการที่สี่ ถ้า object เป็นคำยาว เช่นมี object clause ขยายต้องวางobject ไว้หลัง adverb เช่น He gave away every book that he possesed.
ประการที่ห้า ในประโยคอุทาน (exclamatory Sentences)ให้วาง adverb ไว้หน้าประโยคยืดหลักดังนี้ ถ้าประธานเป็น noun เอากริยาตามมาได้เลย เช่น Off went john! = John went off. หรือถ้า ถ้าประธานเป็น pronoun ใหัใช้แต่ adverb ไม่ต้องใช้ verb เช่น Away they went ! = They went away.
Phrasal verbsมีหลายประเภท ได้แก่ Inseparable Verbs with no objects  คือ phrasal verb ที่ต้องติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ไม่ต้องมีกรรม เช่น  set off ออกเดินทาง         Speed up เร่งความเร็ว
   Wake up ตื่นนอน            Stand up ยืนขึ้น   Come in เข้ามาถึง           Get on ขึ้น (รถ) / เข้ากันได้
   Carry on ทำต่อไป           Find out เรียนรู้  Grow up เติบโต             Turn up ปรากฏตัว
ประเภทที่สอง Inseparable Verbs with objects คือ phrasal verb ที่ต้องอยู่ติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่ต้องมีกรรม เช่น  Look after เลี้ยงดู         Look into สอบถาม ตรวจสอบ  Run into ชน      Come across พบโดยบังเอิญ  Take after เหมือนถอดแบบ         Deal with ติดต่อ เกี่ยวข้อง Go off ออกไป จากไป หยุดทำงาน         Cope with จัดการ
ประเภทที่สาม  Separable verbs คือ ที่แยกจากกันได้ มักจะต้องการกรรมTurn on เปิด(ไฟ)    Turn off ปิด (ไฟ)  Turn down หรี่ (เสียง)     Swith off ปิด  Look up มองหา             Take off ถอด ออกดินทาง
ประเภท ที่สี่ Three-Word Phrasal Verbs  คือ phrasal verb ที่ไม่มีกรรมและบางครั้งมีการใช้บุพบทมากกว่า 1 ตัว เช่น Get on with ทำต่อไป ไม่หยุด   Cut down on ลดปริมาณลง Look out for เตรียมพร้อม          Catch up with ตามทัน Run out of หมด      Get down to เอาจริงเอาจัง Stand up for ปกป้อง เดือดร้อนแทน  Look down to ดูถูก   Look up to ยอมรับนับถือ      Put up with อดทน   Look out on มองออกไป
ดังนั้น Phrasal verb ก็คือคำกริยาสองคำที่ใช้คู่กันจึงทำให้มีความหมายผิดไปจากเดิมซึ่งมีหลายประเภท และมีหลักการใช้ที่แตกต่างกันออกไป หากเราสามารถจำคำศัพท์เหล่านี้ได้เราก็สามารถที่จะนำไปใช้ในการเรียนของเราได้ หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันเราก็สามารถที่จะนำคำศัพท์ที่ถูกต้องไปใช้สื่อสารกับชาวต่างชาติเพื่อที่เขาจะได้เข้าใจและรู้เรื่องว่าเราต้องการจะพูดถึงสิ่งใด


วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning log week 9
(นอกห้องเรียน)
ชีวิตประจำวันของเราในบางครั้ง เรามีความจำเป็นต้องยกคำพูดของบางคนขึ้นมาเพื่อเป็นการกล่าวอ้างถึงคำพูดของคนใดคนหนึ่ง หากเป็นการยกมาตรงๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างใดๆ เราเรียกว่า Direct Speech หรือบางคนเรียกว่า Quoted Speech แต่หากเป็นการยกโดยมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้าง หรือโดยอ้อม เราเรียกว่า Indirect Speech หรือบางคนเรียกว่า Reported Speech
ข้อสังเกตของ Direct Speech คือ คำพูดดังกล่าวของบุคคลนั้น จะอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูดที่เรียกว่า Quotation marks ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็น ดังนี้ก็ได้ คือ  Jane said, “My brother is a student.” Mary said, “So is mine. He’s studying at Trium Udom School.” หรืออาจจะยกคำพูดของบุคคลนั้นขึ้นมาก่อน แล้วจึงบอกว่าใคร เป็นผู้พูดเช่นนั้น ดังนี้   “My brother is a student,” Jane said. “So is mine. He’s studying at Trium Udom School,” Mary said.
ข้อสังเกต ใน แบบที่ 1 ลักษณะโครงสร้างของ Direct/Quoted Speech เป็นดังนี้ คือ ใส่ comma หลัง said เช่น Jane said,  ใส่ quotation marks หลัง comma เช่น Jane said,”  หรือหลัง quotation marks เริ่มด้วยอักษรใหญ่ เช่น Jane said,  คำพูดของผู้พูดถูกยกมาทั้งหมด มิได้เปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แล้วใส่เครื่องหมาย full stop หรือ period และใส่ quotation marks ปิดท้าย เช่น Jane said, “My brother is a student.”
แบบที่ 2 ลักษณะโครงสร้างของ Direct/Quoted Speech เป็นดังนี้ ใส่ quotation marks เช่น  แล้ว เริ่มด้วยอักษรใหญ่หลัง Quotation marks  “M แล้วยกคำพูดของผู้พูดมาทั้งหมด มิได้เปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แล้ว ใส่เครื่องหมาย comma  ใส่ Quotation marks ท้ายคำพูด เช่น “My brother is a student,” และยกชื่อผู้พูด ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำว่า said และเครื่องหมาย period เช่น “My brother is a student,” Jane said.
Indirect/Reported Speech ซึ่งเป็นการยกคำพูดมาโดยอ้อม จึงมีการเปลี่ยนด้านรูปของคำกริยา (verb forms) สรรพนาม (pronouns) รวมทั้งไม่มี quotation marks ตัวอย่าง Jane said (that) her brother was a student.   Mary said (that) her brother was a student.  He’s studying at Trium Udom School.  Where’s your brother studying?
หาก ใช้คำว่า tell/told แทน say/said จะต้องใช้โครงสร้างต่างกันไปดังนี้  Say + something                    tell + someone + something   แสดงว่า เมื่อใดก็ตามที่ใช้คำว่า say/said จะไม่มีกรรม (object) รองรับ แต่ถ้าใช้ tell/told จะต้องมีกรรมรองรับ แต่ถ้าใช้ say/said ตามด้วยบุพบท to ต้องมีกรรมรองรับ เช่น said to me
ตัวอย่าง   Direct Speech  Jane said, “My brother is a student  Indirect Speech  Jane said (that) her brother was a student.  เราจะใส่หรือไม่ใส่คำว่า that หลัง say/said  tell/told เมื่อเป็น Indirect Speech ก็ได้indirect/Reported Speech สามารถแบ่งได้เป็น 4ชนิด ดังนี้
ชนิดแรกคือ Reported Speech (statements) ในประโยคบอกเล่าทั่วไป จะประกอบด้วย ภาคประธาน + กริยา + กรรม หรือส่วนขยาย เมื่อแปรเปลี่ยนจาก Direct/quoted Speech ไปเป็น Indirect/Reported Speech จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่าง ส่วนใหญ่มักเป็นการเปลี่ยนแปลงสรรพนาม และรูปคำกริยา แต่มีบางครั้งที่เปลี่ยนแปลงรูป adverbs of time & place ด้วย
                Indirect speech จะมีการเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ ดังนี้  Present Simple Past Simple
D:“I can’t stand him”  Sue said. R : Sue said (that) she couldn’t stand him.  Present Continuous Past Continuous D : Sue said, “I am having an ice-cream.” R : Sue said (that) she was having an ice-cream.
 Present Perfect Past Perfect  D : “I have cooked a delicious meal,” Sue said.  R : Sue said (that) she had cooked a delicious meal. 
Tense ถัดไป คือ Present Perfect Continuous Past Perfect Continuous  D : Sue said, “I have been watching TV all day.”  R : Sue said (that) she had been watching TV all day. Past Simple Past Perfect  D : Sue said to her mother, “I passed the entrance exam.”  R : Sue told her mother (that) she had passed the entrance exam.   Future Simple Conditional D : They said, “We will do it tomorrow.”
R : They said (that) they would do it the next day.  Future Continuous Conditional Continuous
D : They said, “We will be studying here next year.” R : They said they would be studying there the following year.
จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนจาก Direct/Quoted Speech เป็น Reported/Indirect Speech จะมีการเปลี่ยนแปลงสรรพนาม (pronouns) และคำกริยา (verbs)  และ adverbs of place
การเปลี่ยนแปลงของ adverbs of time & adverbs of place จาก Direct Speech เป็น Reported Speech มีตังนี้
Direct Speech
Reported Speech
here
there
now
then
yesterday
        the day before
this
that
that
the following week
ago
before
today
that day
tonight
that night
tomorrow
the next day / the following day
next Monday
the following Monday
last Monday
the previous Monday



ตัวอย่างเช่น D : “I’m here on holiday,” Patricia said.  R : Patricia said (that) she was there on holiday.  D : “I’ll see you next Tuesday,” Patricia said to me.  R : Patricia told me (that) she would see me the following Tuesday.
ชนิดที่สองคือ Reported Speech (questions) ประโยคคำถาม แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Yes-No Questions และ Wh-word Questions ดังนั้นการจะเปลี่ยนรูปแบบของประโยคลักษณะดังกล่าวนี้เป็น Reported Speech จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงทีละประเภทคือ
ประเภทแรกได้แก่  Yes-No Questions ประโยคคำถามประเภทนี้ จะขึ้นต้นด้วยคำกริยาช่วย (helping verbs) ตัวอย่าง  Jane:     Are you cold?  Do you want some hot drink? May I bring you a blanket?
ลักษณะโครงสร้าง Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้คือ Jane asked, “Are you cold?”
Jane asked, “Do you want some hot drink?”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported Speech จำเป็นจะต้องทดแทนการถามว่า ใช่ไหมด้วยคำว่า if/whether  ตัวอย่าง Jane asked Tom if (OR whether) he was cold. หรือ Jane asked Tom if (OR whether) he wanted some hot drink. นอกจากจะสามารถใช้คำว่า ask/asked ใน Reported Speech แล้วยังมีคำและวลีอื่นที่ใช้ได้ด้วยเช่นกัน ที่พบบ่อยคือ wonder/wondered และ want/ wanted to know เป็นต้น
ประเภทที่สองคือ Wh-word Questions ประโยคคำถามแบบนี้ขึ้นต้นด้วย Wh-words   ตัวอย่าง Jane :     What do you want to buy? Which book have you seen? ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ Jane asked, “What do you want to buy?” Jane asked, “Which book have you seen?” Jane asked,
เมื่อต้องการจะ Reported Speech จะต้องคง Wh-words ไว้ แล้วจึงตามด้วยภาคประธานของประโยคดังกล่าว จากนั้นจึงตามด้วย กริยาช่วย (ถ้ามี) และกริยาแท้ ส่วนขยายหรือกรรมที่เหลือก็ลอกไปเหมือนเดิม ตัวอย่าง Jane asked Tom what he wanted to buy. Jane asked Tom which book he had seen. นอกจากจะสามารถใช้คำว่า ask/asked ใน Reported Speech แล้วยัง สามารถใช้คำหรือวลีต่อไปนี้ได้ด้วยคือ wonder/wondered และ want/wanted to know เป็นต้น
ชนิดที่สามคือ Reported Speech (imperatives) หมายถึง ประโยคคำสั่ง ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายคือ ประโยคลักษณะนี้จะขึ้นต้นประโยคด้วยคำกริยา (verbs) ทันที ตัวอย่าง Jane :     Go away! Come here!
ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ Jane ordered the children, “Go away.” Jane said to me, “Come on Monday.”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported speech จะต้องใช้ to-infinitive นั่นคือ วางบุพบท to ไว้หน้าคำกริยาของประโยคคำสั่ง หากเป็นคำสั่งห้ามที่ขึ้นต้นด้วย Don’t หรือ Never ให้เพิ่มคำว่า not หน้าบุพบท to แล้วจึงลอกส่วนที่เหลือ หากมี adverbs of time & place เปลี่ยนตามเมื่อเป็น Reported Speech  ตัวอย่าง Jane ordered the children to go away. Jane told me to come on Monday.
คำกริยาที่สามารถใช้ใน Direct Speech และ Reported Speech ของประโยคคำสั่ง สามารถใช้ได้หลายคำ แล้วแต่ลักษณะความรุนแรงของการสั่งการ อาทิ ask (ขอร้อง) request (ขอร้อง) invite (เชื้อเชิญ) tell (บอก) remind (เตือน) demand (เรียกร้อง) order (สั่ง) และ command (สั่งการ) เป็นต้น ส่วนโครงสร้างของคำสรรพนาม รวมทั้ง adverbs of time & place ตัวอย่างเช่น D : “Don’t interrupt me,” she said to them.
R : She told them not to interrupt her.
ชนิดสุดท้ายคือ Reported Speech (exclamations) คือ ประโยคหรือข้อความอุทาน ซึ่งอาจจะมีรูปลักษณะคล้ายๆ กับคำถาม แต่ลงท้ายด้วยเครื่องหมาย! (ไม่ใช้เครื่องหมาย ?) หรืออาจจะคล้ายกับคำสั่ง คำกริยาที่ใช้ในรูปแบบประโยคดังกล่าวนี้มักจะได้แก่ remark (กล่าว/บอก) greet (ทักทาย) exclaim (อุทาน) ask (ถาม) say (พูด) เป็นต้น ตัวอย่าง Jane :     What a lovely garden! Hello! Where are you going?
ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ “What a lovely garden!,” Jane remarked. He said, “Hello!” and asked, “Where are you going?”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported Speech ก็จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะใช้คำกริยาใด และต้องคำนึงถึงลักษณะคำถาม (หากมี) รวมทั้งบางทีอาจจะจำเป็นต้องเพิ่มคำบางคำเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น Jane remarked what a lovely garden it was. He greeted me and asked where I was going. She exclaimed and said (that) she had torn her clothes.
ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติม
D : Mary remarked, “What a terrible noise!”
R : Mary remarked what a terrible noise it was.
D : “Oh dear! I’ve spilt my coffee,” Jane said.
R : Jane exclaimed and said she had spilt her coffee
D : “Look out! There’s a car coming.” he warned me.
R : He warned me to look out and said there was a car coming.
ดังนั้นจากการศึกษาเรื่อง Direct speech and Indirect speech พอจะสรุปได้ว่าทั้งสองชนิดนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันและมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เขียนจะต้องสังเกตให้ดีว่าประโยคที่เขียนแต่ละประโยคนั้นเป็นประเภทไหน ซึ่งการบันทึกการเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการทบทวนความรู้เดิมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆได้อีกด้วย
ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล



Learning log 9
การใช้ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายประเภทต่างๆมีมากมาย จากการดูรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า ภาษาอังกฤษติดล้อ เป็นรายการที่จะสอนให้เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสถานที่ต่างๆและสถานที่ที่ดิฉันเลือกศึกษาเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นการใช้เรียกชื่อของสิ่งของต่างๆ เครื่องออกกำลังกาย และท่าออกกำลังกายต่างๆ 
คำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายคำแรกได้แก่ Exercise  ออกกำลังกายและสามารถใช้อีกคำได้คือ workout ออกกำลังกาย สามารถที่จะพูดเป็นประโยคได้ใน 2 แบบ คือToday we  have a workout session at WE fitness society. Today I am going to exercise  session at WE fitness society. วันนี้เราไปออกกำลังกายที่  WE fitness society
 คนเรามักจะบอกว่าเราไป Fitness แต่จริงๆแล้วคำว่า  Fitness  ความแข็งแรงของร่างกาย ส่วนสถานที่ออกกำลังกายคือ Fitness center หรือFitness club สถานที่ออกกำลังกาย หรืออาจจะใช้คำว่า GYM Gymnasium สถานที่ออกกำลังกาย และก่อนที่จะออกกำลังกายเราจะต้องอบอุ่นร่างกายเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายจะใช้คำว่า Warm up การอบอุ่นร่างกาย   stretch ยืดกล้ามเนื้อ และเรามักจะได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายใช้คำว่า   injury การบาดเจ็บ
We warm up by running slowly on the treadmill for about 10 minutes. เราอบอุ่นร่างกายการวิ่งช้าๆบนลู่วิ่งประมาณ 10 นาที  อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการอบอุ่นร่างกายได้แก่             treadmill ลู่วิ่งไฟฟ้า และสามารถที่จะปรับระดับได้       speed adjustable ปรับความเร็วได้ การวิ่งมีการวิ่งในระดับต่างๆได้แก่ Jogging การวิ่งเหยาะๆ  running การวิ่งปกติ                sprinting การวิ่งเร็ว
For newcomers, the bicycle is the first and best exercise equipment to start with. สำหรับลูกค้าใหม่ การปั่นจักรยานเป็นอุปกรณ์แรกและดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้น การออกกำลังกายทุกคนสามารถที่จะออกกำลังกายได้ ไม่ว่าจะเป็นคนรูปร่างใหญ่ หรือเล็ก   Heavy built คนที่มีร่างใหญ่น้ำหนักตัวเยอะ  calorie burning การเผาผลาญแคลอรี่
การออกกำลังกายต้องออกให้เหมาะกับสภาพร่างกายร่างของเราและจะต้องมีเป้าหมายในการออกกำลังกายด้วยPhysical condition สภาพร่างกาย  target เป้าหมาย  Having a personal trainer help achieve your target sooner. การมีครูฝึกส่วนตัวช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น  Personal trainer ครูฝึกส่วนตัว sooner เร็วกว่า เร็วขึ้น   soonest เร็วที่สุด
To add more muscle to parts of your body, weight training is quite a popular choice.
การเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งของร่างกายการออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก เป็นอีกทางเลือกยอดนิยม การออกกำลังกายมีหลายประเภทเพื่อเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย  Muscle กล้ามเนื้อ  weight  training  การออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก
ประเภทของการยกน้ำหนัก dumbbell ตุ้มเหล็กขนาดเล็กยกด้วยมือเดียว barbell ก้านเหล็กมีตุ้มน้ำหนักทั้งสองด้านยกด้วยสองมือ การออกกำลังกายสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างทั้งร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง  Upper torso ร่างกายส่วนบน    lower torso ร่างกายส่วนล่าง Thigh ต้นขา          calf น่อง vibration การสั่นสะเทือน  shrinkage การหดตัว loosen up การคลายตัว              cardio มาจากคำว่า cardiology เกี่ยวกับหัวใจ       
The power plate is very useful for those who want to get rid of the extra fat. Power plate เหมาะสำหรับคนที่จะกำจัดส่วนเกิน Pilates enhances the strength of the body structure. การเล่น Pilates เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย Structure โครงสร้าง หรือสิ่งก่อสร้าง                spine กระดูกสันหลัง           flexibility ความยืดหยุ่น     posture การวางท่าทาง
การเล่นโยคะในปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก Regular yoga exercise and meditation are good for your body and mind. การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะจะส่งผลที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ  yoga โยคะ              meditation การทำสมาธิ yoga mat เสื่อโยคะ Inhale หายใจเข้า              breath in หายใจเข้า exhale หายใจออก  breath out หายใจออก Asana pose is a simple posture combine with smooth body movement. ท่าอาสนะเป็นท่าบริหารที่ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวแบบนิ่มนวลเป็นท่าที่ง่ายและเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกโยคะใหม่ๆ
การเล่นโยคะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่สนใจมีประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น Blood circulation ระบบหมุนเวียนเลือดnice complexion ผิวพรรณสวยงาม look younger ดูอ่อนกว่าวัย และการเล่นโยคะในปัจจุบันสามารถที่จะเล่นได้สะดวกยิ่งขึ้นเพราะมีผู้ที่มีความชำนาญและสถานที่ที่จะเล่นได้สะดวก
                สรุปจากการศึกษาจากการดูรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังมากมากมายไม่ว่าจะเป็น เครื่องออกกำลังกาย ประเภทของการออกกำลังและการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราสามารถที่จะเรียนรู้คำศัพท์ได้ในทุกสถานที่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน หากรามีใจที่จะเรียนรู้ทุกสถานที่ก้อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีให้กับเราได้