วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning log week 9
(นอกห้องเรียน)
ชีวิตประจำวันของเราในบางครั้ง เรามีความจำเป็นต้องยกคำพูดของบางคนขึ้นมาเพื่อเป็นการกล่าวอ้างถึงคำพูดของคนใดคนหนึ่ง หากเป็นการยกมาตรงๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างใดๆ เราเรียกว่า Direct Speech หรือบางคนเรียกว่า Quoted Speech แต่หากเป็นการยกโดยมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้าง หรือโดยอ้อม เราเรียกว่า Indirect Speech หรือบางคนเรียกว่า Reported Speech
ข้อสังเกตของ Direct Speech คือ คำพูดดังกล่าวของบุคคลนั้น จะอยู่ภายในเครื่องหมายคำพูดที่เรียกว่า Quotation marks ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็น ดังนี้ก็ได้ คือ  Jane said, “My brother is a student.” Mary said, “So is mine. He’s studying at Trium Udom School.” หรืออาจจะยกคำพูดของบุคคลนั้นขึ้นมาก่อน แล้วจึงบอกว่าใคร เป็นผู้พูดเช่นนั้น ดังนี้   “My brother is a student,” Jane said. “So is mine. He’s studying at Trium Udom School,” Mary said.
ข้อสังเกต ใน แบบที่ 1 ลักษณะโครงสร้างของ Direct/Quoted Speech เป็นดังนี้ คือ ใส่ comma หลัง said เช่น Jane said,  ใส่ quotation marks หลัง comma เช่น Jane said,”  หรือหลัง quotation marks เริ่มด้วยอักษรใหญ่ เช่น Jane said,  คำพูดของผู้พูดถูกยกมาทั้งหมด มิได้เปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แล้วใส่เครื่องหมาย full stop หรือ period และใส่ quotation marks ปิดท้าย เช่น Jane said, “My brother is a student.”
แบบที่ 2 ลักษณะโครงสร้างของ Direct/Quoted Speech เป็นดังนี้ ใส่ quotation marks เช่น  แล้ว เริ่มด้วยอักษรใหญ่หลัง Quotation marks  “M แล้วยกคำพูดของผู้พูดมาทั้งหมด มิได้เปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น แล้ว ใส่เครื่องหมาย comma  ใส่ Quotation marks ท้ายคำพูด เช่น “My brother is a student,” และยกชื่อผู้พูด ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำว่า said และเครื่องหมาย period เช่น “My brother is a student,” Jane said.
Indirect/Reported Speech ซึ่งเป็นการยกคำพูดมาโดยอ้อม จึงมีการเปลี่ยนด้านรูปของคำกริยา (verb forms) สรรพนาม (pronouns) รวมทั้งไม่มี quotation marks ตัวอย่าง Jane said (that) her brother was a student.   Mary said (that) her brother was a student.  He’s studying at Trium Udom School.  Where’s your brother studying?
หาก ใช้คำว่า tell/told แทน say/said จะต้องใช้โครงสร้างต่างกันไปดังนี้  Say + something                    tell + someone + something   แสดงว่า เมื่อใดก็ตามที่ใช้คำว่า say/said จะไม่มีกรรม (object) รองรับ แต่ถ้าใช้ tell/told จะต้องมีกรรมรองรับ แต่ถ้าใช้ say/said ตามด้วยบุพบท to ต้องมีกรรมรองรับ เช่น said to me
ตัวอย่าง   Direct Speech  Jane said, “My brother is a student  Indirect Speech  Jane said (that) her brother was a student.  เราจะใส่หรือไม่ใส่คำว่า that หลัง say/said  tell/told เมื่อเป็น Indirect Speech ก็ได้indirect/Reported Speech สามารถแบ่งได้เป็น 4ชนิด ดังนี้
ชนิดแรกคือ Reported Speech (statements) ในประโยคบอกเล่าทั่วไป จะประกอบด้วย ภาคประธาน + กริยา + กรรม หรือส่วนขยาย เมื่อแปรเปลี่ยนจาก Direct/quoted Speech ไปเป็น Indirect/Reported Speech จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่าง ส่วนใหญ่มักเป็นการเปลี่ยนแปลงสรรพนาม และรูปคำกริยา แต่มีบางครั้งที่เปลี่ยนแปลงรูป adverbs of time & place ด้วย
                Indirect speech จะมีการเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์ ดังนี้  Present Simple Past Simple
D:“I can’t stand him”  Sue said. R : Sue said (that) she couldn’t stand him.  Present Continuous Past Continuous D : Sue said, “I am having an ice-cream.” R : Sue said (that) she was having an ice-cream.
 Present Perfect Past Perfect  D : “I have cooked a delicious meal,” Sue said.  R : Sue said (that) she had cooked a delicious meal. 
Tense ถัดไป คือ Present Perfect Continuous Past Perfect Continuous  D : Sue said, “I have been watching TV all day.”  R : Sue said (that) she had been watching TV all day. Past Simple Past Perfect  D : Sue said to her mother, “I passed the entrance exam.”  R : Sue told her mother (that) she had passed the entrance exam.   Future Simple Conditional D : They said, “We will do it tomorrow.”
R : They said (that) they would do it the next day.  Future Continuous Conditional Continuous
D : They said, “We will be studying here next year.” R : They said they would be studying there the following year.
จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนจาก Direct/Quoted Speech เป็น Reported/Indirect Speech จะมีการเปลี่ยนแปลงสรรพนาม (pronouns) และคำกริยา (verbs)  และ adverbs of place
การเปลี่ยนแปลงของ adverbs of time & adverbs of place จาก Direct Speech เป็น Reported Speech มีตังนี้
Direct Speech
Reported Speech
here
there
now
then
yesterday
        the day before
this
that
that
the following week
ago
before
today
that day
tonight
that night
tomorrow
the next day / the following day
next Monday
the following Monday
last Monday
the previous Monday



ตัวอย่างเช่น D : “I’m here on holiday,” Patricia said.  R : Patricia said (that) she was there on holiday.  D : “I’ll see you next Tuesday,” Patricia said to me.  R : Patricia told me (that) she would see me the following Tuesday.
ชนิดที่สองคือ Reported Speech (questions) ประโยคคำถาม แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Yes-No Questions และ Wh-word Questions ดังนั้นการจะเปลี่ยนรูปแบบของประโยคลักษณะดังกล่าวนี้เป็น Reported Speech จึงจำเป็นต้องกล่าวถึงทีละประเภทคือ
ประเภทแรกได้แก่  Yes-No Questions ประโยคคำถามประเภทนี้ จะขึ้นต้นด้วยคำกริยาช่วย (helping verbs) ตัวอย่าง  Jane:     Are you cold?  Do you want some hot drink? May I bring you a blanket?
ลักษณะโครงสร้าง Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้คือ Jane asked, “Are you cold?”
Jane asked, “Do you want some hot drink?”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported Speech จำเป็นจะต้องทดแทนการถามว่า ใช่ไหมด้วยคำว่า if/whether  ตัวอย่าง Jane asked Tom if (OR whether) he was cold. หรือ Jane asked Tom if (OR whether) he wanted some hot drink. นอกจากจะสามารถใช้คำว่า ask/asked ใน Reported Speech แล้วยังมีคำและวลีอื่นที่ใช้ได้ด้วยเช่นกัน ที่พบบ่อยคือ wonder/wondered และ want/ wanted to know เป็นต้น
ประเภทที่สองคือ Wh-word Questions ประโยคคำถามแบบนี้ขึ้นต้นด้วย Wh-words   ตัวอย่าง Jane :     What do you want to buy? Which book have you seen? ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ Jane asked, “What do you want to buy?” Jane asked, “Which book have you seen?” Jane asked,
เมื่อต้องการจะ Reported Speech จะต้องคง Wh-words ไว้ แล้วจึงตามด้วยภาคประธานของประโยคดังกล่าว จากนั้นจึงตามด้วย กริยาช่วย (ถ้ามี) และกริยาแท้ ส่วนขยายหรือกรรมที่เหลือก็ลอกไปเหมือนเดิม ตัวอย่าง Jane asked Tom what he wanted to buy. Jane asked Tom which book he had seen. นอกจากจะสามารถใช้คำว่า ask/asked ใน Reported Speech แล้วยัง สามารถใช้คำหรือวลีต่อไปนี้ได้ด้วยคือ wonder/wondered และ want/wanted to know เป็นต้น
ชนิดที่สามคือ Reported Speech (imperatives) หมายถึง ประโยคคำสั่ง ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายคือ ประโยคลักษณะนี้จะขึ้นต้นประโยคด้วยคำกริยา (verbs) ทันที ตัวอย่าง Jane :     Go away! Come here!
ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ Jane ordered the children, “Go away.” Jane said to me, “Come on Monday.”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported speech จะต้องใช้ to-infinitive นั่นคือ วางบุพบท to ไว้หน้าคำกริยาของประโยคคำสั่ง หากเป็นคำสั่งห้ามที่ขึ้นต้นด้วย Don’t หรือ Never ให้เพิ่มคำว่า not หน้าบุพบท to แล้วจึงลอกส่วนที่เหลือ หากมี adverbs of time & place เปลี่ยนตามเมื่อเป็น Reported Speech  ตัวอย่าง Jane ordered the children to go away. Jane told me to come on Monday.
คำกริยาที่สามารถใช้ใน Direct Speech และ Reported Speech ของประโยคคำสั่ง สามารถใช้ได้หลายคำ แล้วแต่ลักษณะความรุนแรงของการสั่งการ อาทิ ask (ขอร้อง) request (ขอร้อง) invite (เชื้อเชิญ) tell (บอก) remind (เตือน) demand (เรียกร้อง) order (สั่ง) และ command (สั่งการ) เป็นต้น ส่วนโครงสร้างของคำสรรพนาม รวมทั้ง adverbs of time & place ตัวอย่างเช่น D : “Don’t interrupt me,” she said to them.
R : She told them not to interrupt her.
ชนิดสุดท้ายคือ Reported Speech (exclamations) คือ ประโยคหรือข้อความอุทาน ซึ่งอาจจะมีรูปลักษณะคล้ายๆ กับคำถาม แต่ลงท้ายด้วยเครื่องหมาย! (ไม่ใช้เครื่องหมาย ?) หรืออาจจะคล้ายกับคำสั่ง คำกริยาที่ใช้ในรูปแบบประโยคดังกล่าวนี้มักจะได้แก่ remark (กล่าว/บอก) greet (ทักทาย) exclaim (อุทาน) ask (ถาม) say (พูด) เป็นต้น ตัวอย่าง Jane :     What a lovely garden! Hello! Where are you going?
ลักษณะโครงสร้างแบบ Direct/Quoted Speech อาจจะเป็นดังนี้ก็ได้ คือ “What a lovely garden!,” Jane remarked. He said, “Hello!” and asked, “Where are you going?”
เมื่อต้องการจะเปลี่ยน เป็น Reported Speech ก็จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะใช้คำกริยาใด และต้องคำนึงถึงลักษณะคำถาม (หากมี) รวมทั้งบางทีอาจจะจำเป็นต้องเพิ่มคำบางคำเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น Jane remarked what a lovely garden it was. He greeted me and asked where I was going. She exclaimed and said (that) she had torn her clothes.
ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติม
D : Mary remarked, “What a terrible noise!”
R : Mary remarked what a terrible noise it was.
D : “Oh dear! I’ve spilt my coffee,” Jane said.
R : Jane exclaimed and said she had spilt her coffee
D : “Look out! There’s a car coming.” he warned me.
R : He warned me to look out and said there was a car coming.
ดังนั้นจากการศึกษาเรื่อง Direct speech and Indirect speech พอจะสรุปได้ว่าทั้งสองชนิดนี้มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันและมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เขียนจะต้องสังเกตให้ดีว่าประโยคที่เขียนแต่ละประโยคนั้นเป็นประเภทไหน ซึ่งการบันทึกการเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการทบทวนความรู้เดิมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆได้อีกด้วย
ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล



Learning log 9
การใช้ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายประเภทต่างๆมีมากมาย จากการดูรายการโทรทัศน์ที่ชื่อว่า ภาษาอังกฤษติดล้อ เป็นรายการที่จะสอนให้เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสถานที่ต่างๆและสถานที่ที่ดิฉันเลือกศึกษาเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นการใช้เรียกชื่อของสิ่งของต่างๆ เครื่องออกกำลังกาย และท่าออกกำลังกายต่างๆ 
คำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายคำแรกได้แก่ Exercise  ออกกำลังกายและสามารถใช้อีกคำได้คือ workout ออกกำลังกาย สามารถที่จะพูดเป็นประโยคได้ใน 2 แบบ คือToday we  have a workout session at WE fitness society. Today I am going to exercise  session at WE fitness society. วันนี้เราไปออกกำลังกายที่  WE fitness society
 คนเรามักจะบอกว่าเราไป Fitness แต่จริงๆแล้วคำว่า  Fitness  ความแข็งแรงของร่างกาย ส่วนสถานที่ออกกำลังกายคือ Fitness center หรือFitness club สถานที่ออกกำลังกาย หรืออาจจะใช้คำว่า GYM Gymnasium สถานที่ออกกำลังกาย และก่อนที่จะออกกำลังกายเราจะต้องอบอุ่นร่างกายเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับร่างกายจะใช้คำว่า Warm up การอบอุ่นร่างกาย   stretch ยืดกล้ามเนื้อ และเรามักจะได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายใช้คำว่า   injury การบาดเจ็บ
We warm up by running slowly on the treadmill for about 10 minutes. เราอบอุ่นร่างกายการวิ่งช้าๆบนลู่วิ่งประมาณ 10 นาที  อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการอบอุ่นร่างกายได้แก่             treadmill ลู่วิ่งไฟฟ้า และสามารถที่จะปรับระดับได้       speed adjustable ปรับความเร็วได้ การวิ่งมีการวิ่งในระดับต่างๆได้แก่ Jogging การวิ่งเหยาะๆ  running การวิ่งปกติ                sprinting การวิ่งเร็ว
For newcomers, the bicycle is the first and best exercise equipment to start with. สำหรับลูกค้าใหม่ การปั่นจักรยานเป็นอุปกรณ์แรกและดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้น การออกกำลังกายทุกคนสามารถที่จะออกกำลังกายได้ ไม่ว่าจะเป็นคนรูปร่างใหญ่ หรือเล็ก   Heavy built คนที่มีร่างใหญ่น้ำหนักตัวเยอะ  calorie burning การเผาผลาญแคลอรี่
การออกกำลังกายต้องออกให้เหมาะกับสภาพร่างกายร่างของเราและจะต้องมีเป้าหมายในการออกกำลังกายด้วยPhysical condition สภาพร่างกาย  target เป้าหมาย  Having a personal trainer help achieve your target sooner. การมีครูฝึกส่วนตัวช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น  Personal trainer ครูฝึกส่วนตัว sooner เร็วกว่า เร็วขึ้น   soonest เร็วที่สุด
To add more muscle to parts of your body, weight training is quite a popular choice.
การเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งของร่างกายการออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก เป็นอีกทางเลือกยอดนิยม การออกกำลังกายมีหลายประเภทเพื่อเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกาย  Muscle กล้ามเนื้อ  weight  training  การออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก
ประเภทของการยกน้ำหนัก dumbbell ตุ้มเหล็กขนาดเล็กยกด้วยมือเดียว barbell ก้านเหล็กมีตุ้มน้ำหนักทั้งสองด้านยกด้วยสองมือ การออกกำลังกายสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างทั้งร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง  Upper torso ร่างกายส่วนบน    lower torso ร่างกายส่วนล่าง Thigh ต้นขา          calf น่อง vibration การสั่นสะเทือน  shrinkage การหดตัว loosen up การคลายตัว              cardio มาจากคำว่า cardiology เกี่ยวกับหัวใจ       
The power plate is very useful for those who want to get rid of the extra fat. Power plate เหมาะสำหรับคนที่จะกำจัดส่วนเกิน Pilates enhances the strength of the body structure. การเล่น Pilates เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย Structure โครงสร้าง หรือสิ่งก่อสร้าง                spine กระดูกสันหลัง           flexibility ความยืดหยุ่น     posture การวางท่าทาง
การเล่นโยคะในปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก Regular yoga exercise and meditation are good for your body and mind. การออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะจะส่งผลที่ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ  yoga โยคะ              meditation การทำสมาธิ yoga mat เสื่อโยคะ Inhale หายใจเข้า              breath in หายใจเข้า exhale หายใจออก  breath out หายใจออก Asana pose is a simple posture combine with smooth body movement. ท่าอาสนะเป็นท่าบริหารที่ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวแบบนิ่มนวลเป็นท่าที่ง่ายและเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกโยคะใหม่ๆ
การเล่นโยคะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่สนใจมีประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น Blood circulation ระบบหมุนเวียนเลือดnice complexion ผิวพรรณสวยงาม look younger ดูอ่อนกว่าวัย และการเล่นโยคะในปัจจุบันสามารถที่จะเล่นได้สะดวกยิ่งขึ้นเพราะมีผู้ที่มีความชำนาญและสถานที่ที่จะเล่นได้สะดวก
                สรุปจากการศึกษาจากการดูรายการภาษาอังกฤษติดล้อ ได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังมากมากมายไม่ว่าจะเป็น เครื่องออกกำลังกาย ประเภทของการออกกำลังและการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเราสามารถที่จะเรียนรู้คำศัพท์ได้ในทุกสถานที่ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน หากรามีใจที่จะเรียนรู้ทุกสถานที่ก้อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีให้กับเราได้
                 




Learning log week 8
(นอกห้องเรียน)
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมากยิ่งตอนนี้ความเจริญก้าวหน้าเข้ามาเรื่อยๆเราในฐานะประชาชนคนหนึ่งหนึ่งที่คอยรับรู้ข่าวสารและความเคลื่อนไหต่างๆของโลกไมควรที่จะอยู่นิ่งเฉยแต่ควรที่จะพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆไม่วิธีการใดก็วิธีการหนึ่งที่จะสามารถที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่สามารถเข้าใจและรู้เรื่องในสิ่งที่ชาวต่างชาติสื่อสารพูดคุย ซึ่งดิฉันได้เลือกพัฒนาทักษะการฟังจากการดูหนังต่างประเทศ เรื่อง Seventh son บุตรคนที่ 7 จอมมหาเวทย์ ซึ่งเป็นหนังที่สนุกและตื่นเต้นมาก ซึ่งมีเรื่องย่อต่อไปนี้
เมื่อนานมาแล้วมีปีศาจร้ายถูกปลดปล่อยออกมาจนทำให้เกิดสงครามระหว่างพลังจากสิ่งเร้นลับกับมนุษย์อีกครั้ง เกรกอรี่ เป็นหมอผีที่ เป็นอัศวินผู้กักขังตัวแม่มดที่มีพลังชั่วร้าย แม่มดมัลคินไว้ในบ่อลึกใต้อเวจีนั่น   มานานนับหลายศตวรรษ แต่ตอนนี้แม่มดถูกปลดพันธนาการและกำลังหาทางล้างแค้นวันหนึ่งแม่มดมัลคินได้เข้าสิงร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และศิษย์ของเกรกรอรี่ก็ได้มาตามเพื่อให้เขาไปช่วยดูว่ามีสิ่งใดสิงร่างอยู่ เมื่อเขาได้ไปตรวจดูก็พบว่ามีแม่มดมัลคินได้สิงร้าง อยู่เขาจึงทำทุกวิธีเพื่อให้แม่มดออกร่าง หลังจากแม่มดออกจากร่างทั้งอาจารย์เกรกรอรี่และลูกศิษย์ได้ต่อสู้กับแม่มดอย่างรุนแรง จนในที่สุดลูกศิษย์ของเกรกรอรี่ก็ตายและแม่มดมัลคินก็หนีไปได้
จากนั้นเกรอกรอรี่ก็ได้มาตามหาลูกศิษย์คนใหม่และได้มาเจอกับ ทอม เวิร์ด เป็นบุตรคนที่เจ็ดของบุตรคนที่เจ็ด ของบ้านหลังหนึ่งซึ่งเขามีญาณพิเศษนั่นก็คือเห็นนิมิตได้ ซึ่งเกรกรอรี่ได้ขอซื้อตัวเขากับพ่อของเขาและทอมก็ได้ตัดสินใจไปกับเกรกรอรี่ก่อนออกจากบ้านแม่ของทอมได้มอบพลอยที่แม่ของเขาแขวนมาตลอดให้กับทอมและกำชับไม่ให้เขาถอดเด็ดขาด จากนั้นทอมก็มาเจอกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่เขาเคยเห็นในนิมิตกำลังจะถูกนำไปฆ่า แต่เขาก็อาสาที่จะนำไปฆ่าเอง ไปถึงในที่ลับตาคน ทอมก็ได้แก้เชือกที่มัดหญิงสาวไว้และเธอก็หนีจากไป
อาจารย์เกรกอรี่ก็ได้พาทอมไปที่บ้านของเขาได้มีแบบทดสอบต่างๆที่จะทดสอบเกี่ยวกับความสามารถของทอมและได้บอกกับทอมเกี่ยวกับการที่จะออกเดินทางไปเพื่อปราบกับแม่มดมัลคิน ในระหว่างการเดินทางนั้นเกรกรอรี่และทอมได้ปราปกับสัตว์ที่มีพลังเร้นลับที่อยู่ในร่างของหมีในที่สุดมันก็ตายและทั้งสองได้ออกเดินทางต่อในการเดินทางนั้นมีสัตว์ที่คู่ใจของเกรกรอรี่อยู่หนึ่งตัวนั้นก็คือทัช เป็นสัตว์ที่คอยดูแลเกรกรอรี่ตลอด ในคืนนั้นการเดินทางก็สิ้นสุดลงพวกเขาได้หยุดพักใกล้ๆกับบ่อน้ำแห่งนึ่ง และทอมก็ได้ตื่นขึ้นมาและเจอกับ แม่มดที่เขาเคยช่วยชีวิไว้และทั้งสองก็ได้พูดคุยกันและได้ขโมยหินพลอยที่แม่ของทอมเคยให้ไว้ไป
แม่มดมัลคินก็ได้เรียกเหล่า บริวารทุกตนมารวมตัวกันในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงและเป็นสีเลือดเพื่อที่จะแก้แค้นเกรกรอรี่ และในวันนั้นเองเหล่าแม่มดทั้งหลายได้ไปยังดินแดนมนุษย์ได้ฆ่าและทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในขณะนั้นแม่ของทอมก็ได้อยู่ในตลาดซึ่งเธอก็เป็นแม่มดด้วยเช่นกันแต่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบเธอได้เข้าไปช่วยเหลือผู้คนจนในที่สุดเธอก็ตายด้วยน้ำมือของแม่มดมัลคิน
 จากนั้นทั้งสองก็ได้เริ่มเดินทางกันต่อในระหว่างการเดินทางของเกรกรอรี่นั้นก็ได้พบกับอสูรกายใต้โลกที่คอยจะกำจัดพวกเขาทั้งสองคนจนเกิดการต่อสู้กันแต่ในที่สุดทอมก็สามารถที่จะฆ่าอสูรกายนั้นได้ หลังจากนั้นเกรกรอรี่ถูกจับไปยังเมืองของแม่มด และทอมก็รีบที่จะไปช่วยและไปตามหาหินพลอยนั่นเช่นกัน ในระหว่างที่แม่มดมัลคินได้ใช้มนต์ดำครอบงำเกรกรอรี่เพื่อให้เกรกรอรี่เป็นฝ่ายเดียวกับนางนั้นแม่มดน้อยอลิชก็ได้แอบขโมยหินพลอยของทอมจากคอและวิ่งหนีอย่างนวดเร็ว   แม่มดมัลคินได้พยายามที่จะเอาหินคืนมาแต่แม่ของอลิชได้ขัดขวางไว้แม้ว่าเธอจะรักแม่มดมัลคินมากเพียงใดแต่อลิชคือทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ เธอจึงช่วยอลิชไว้
และได้เกิดสงครามขึ้นระหว่างแม่มดกับแม่มดและแม่มดกับมนุษย์ และทุกคนก็ได้ต่อสู้กันอย่างรุนแรงในที่สุดแม่ของอลิชก็ตายโดยน้ำมือของมัลคินพี่สาวของเธอและแม่มดตัวอื่นๆก็ตายด้วยน้ำมือของทอม และทอมก็ได้เจอหินพลอยของเขา จากนั้นทุกคนก็เดินทางกลับและเกรกรอรี่ได้ให้ทอมเป็นตัวแทนของเขาในการทำหน้าที่ต่อไปด้วยความเต็มใจและยินดีอย่างยิ่ง
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ทรมานนั้นไม่ใช่เพียงแค่การที่จะทำเพื่อเหวังเงินทองตอบแทนแต่เป็นการช่วยให้ผู้อื่นได้หมดทุกข์และเราก็มีความสุขกับการที่ได้ช่วยผู้อื่นด้วยเช่นกัน ดังการการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเราสามารถที่จะฝึกฝนได้ในวิธีการต่างๆว่าจะเป็นการพูดฟัง อ่านหรือเขียนถ้าสิ่งเหล่านั้นสามารถที่จะช่วยพัฒนาทักษะของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป



Learning log
                การเรียนรู้คำศัพท์เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษเพราะ หากเราต้องการที่จะสื่อสารพูดคุยกับผู้อื่นแต่เราไม่รู้คำศัพท์เราก็ไม่สามารถที่จะพูดคุยกับชาวต่างชาติได้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้คำศัพท์จึงเป็นการเริ่มต้นของการเรียนภาษาอังกฤษที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ประเภทไหนก็ตาม ก็จะมีประโยชน์กับเรามากในวันที่เราต้องใช้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเรียน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของบางคนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและในสถานการณ์ต่างๆที่จำเป็น
                คำศัพท์ประเภทแรกที่เลือกศึกษาเกี่ยวกับการไปเที่ยวทะเลว่าเราต้องเตรียมอะไรไปบ้างได้แก่คำต่อไปนี้ sunglasses แว่นตา, trunk กางเกงว่ายน้ำ, bikini บิกินี, swimsuit ชุดว่ายน้ำ, sun hat หมวกกันแดด, sandals รองเท้าแตะ, baseball หมวกแก็ป, sunbath อาบแดด, sun cream ครีมกันแดด, swimming cap หมวกว่ายน้ำ, swimming glasses แว่นตาว่ายน้ำ, floppy hat หมวกปีกกว้าง, swimming float ห่วงยาง, beach towel ผ้าเช็ดตัวขนาดใหญ่
                ประเภทถัดไปเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเครื่องเทศต่างๆที่เรานิยมใช้กันในครัวเรือนได้แก่ sugar น้ำตาล, salt เกลือt, pepper พริกไทย, vinegar น้ำส้มสายชู, fish sauce น้ำปลา, soy sauce ซอสถั่วเหลือง, oyster sauce ซอสน้ำมันหอย, garlic กระเทียม, chili พริก, shallot หอม, onion หัวหอมใหญ่, ginger ขิง, turmeric ขมิ้น, lemon grass ตะไคร้, dill ผักชีฝรั่ง,  basil โหระพา, mint สาระแหน่,  cilantro ผักชี, cinnamon อบเชย
ฤดูร้อนมีสภาพอากาศที่มีลักษณะต่างๆเราสามารถใช้คำศัพท์เหล่านี้บ่งบอกถึงสภาพอากาศต่างๆของฤดูร้อนได้ดังนี้ sun พระอาทิตย์, sunshine แสงอาทิตย์, sunny มีแดด, rain มีฝน, fine อากาศดี, hot ร้อน, hail ลูกเห็บ, shower ฝนริน, rainbow สายรุ้ง, wind ลม, windy ลมแรง, breeze ลมโชย, thunder ฟ้าร้อง, lightning ฟ้าผ่า, storm พายุ, stormy พายุแรง, flood น้ำท่วม, drought แห้งแล้ง
การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นเราจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ confident มีความมั่นใจ, intelligent ฉลาด, observant ช่างสังเกต, ambitious ทะเยอทะยาน, tactful มีไหวพริบ, generous ใจกว้าง, brave กล้าหาญ, dependable เชื่อถือได้, logical มีเหตุผล, sensible อ่อนไหวกับสิ่งกระตุ้น, frank ตรงไปตรงมา, focused มีสมาธิ, calm สุขุม, equitable ยุติธรรม, assertive แน่วแน่, liberal ใจกว้าง, composed สงบ, cautious รอบคอบ, persevering มีความพากเพียร, diligent ขยัน, adaptive ปรับตัวได้ดี, humorous ขบขัน
 คำศัพท์ที่ใช้ยกย่องและอธิบายให้ผู้อื่นรู้ว่าเรารักแม่มากขนาดไหนสามารถใช้คำเหล่านี้บ่งบอกถึงความรักที่เรามีให้กับแม่ได้ ได้แก่ willing ซึ่งมีความตั้งใจ, honest ซื่อสัตย์, strong เข้มแข็ง, superwoman ผู้หญิงเก่งรอบด้าน, best friend เพื่อนที่ดีที่สุด, hardworking ขยัน, beautiful สวยงาม, fearless กล้าหาญ, loving แสดงความรัก, caring ที่ห่วงใย
คำศัพท์เกี่ยวกับหนังประเภทต่างๆ action film ภาพยนต์แอคชั่น, adventure film ภาพยนต์ผจญภัย, comedy film ภาพยนต์ตลก, crime film ภาพยนต์อาชญากรรม, drama film ภาพยนต์ดราม่า, romance film ภาพยนต์รักโรแมนติก, history film ภาพยนต์ประวัติศาสตร์, thriller film ภาพยนต์สยองขวัญ, animated film ภาพยนต์แอนนิเมชั่น, musical film ภาพยนต์ดนตรี, science fiction ภาพยนต์วิทยาศาสตร์, war film ภาพยนต์สงคราม, western film ภาพยนต์ยุโรป, sport film ภาพยนต์กีฬา, mystery film ภาพยนต์ลี้ลับ, fantasy film ภาพยนต์แฟนตาซี, cult film ภาพยนตร์ศาสนา
คำศัพท์ที่ใช้อธิบายถึงอาหารว่าอาหารเหล่านั้นมีรสชาติอย่างไร ได้แก่คำเหล่านี้ yummy อร่อย, tasty รสชาติดี, delicious เลิศรส, enjoyable ออกรส, crispy กรอบ, creamy ที่เป็นครีม, fruity มีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้, sweety มีรสหวาน, salty มีรสเค็ม, spicy มีรสเผ็ด และคำศัพท์ที่ใช้บอกถึงอาการความเหนื่อยล้าได้แก่ sleepy ง่วงนอน, tired เหนื่อยอ่อนแรง, exhausted เหนื่อยอ่อนแรง, wrecked เหนื่อยแทบสลาย, knackered เมื่อย, shattered เหนื่อยจนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ, fatigued อิดโรย
คำศัพท์เกี่ยวกับศิลปะเราสามารถใช้คำต่อไปนี้ได้แก่ poetry บทกวี, fine art ศิลปะกรรม, sculpture ประติมากรรม, drama การละคร, architecture สถาปัตยกรรม, music ดนตรี, cinematography การถ่ายภาพยนต์, circus ละครสัตว์, gymnastics ยิมนาสติกส์, figure skating สเก็ตลีลา, eurythmics แอโรบิค, upstart กายกรรม, synchronize swimming ระบำใต้น้ำ, dancing การเต้นรำ, ballet ระบำปลายเท้า, hip hop ฮิปฮอป, magic มายากล
คำศัพท์ที่ใช้เพื่อบรรยายถึงบุคคลที่สวยงามได้แก่ cute น่ารัก, adorable น่ารัก น่าชื่นชม, attractive น่าสนใจมีเสน่ห์, good-looking ดูดี, pretty น่ารักใสๆ, gorgeous สวยสง่างาม, lovely น่ารัก, stunning น่าทึ่ง, fabulous สวยอย่างน่าเหลือเชื่อ, irresistible สวยจนไม่อาจจะต้านทานได้
ความหมายของคำศัพท์หนึ่งคำเราสามารถที่ใช้คำศัพท์ใหม่ไดเช่นคำว่า nice(ดี) เราสามารถที่จะใช้คำที่มีความหมายไปในทางเดียวกันได้เช่นคำว่า enjoyable สนุก, pleasurable เพลิดเพลิน, thoughtful ช่างคิด, courteous นอบน้อม, likeable น่าชื่นชอบ,  pleasing น่ายินดี, gracious สง่างาม, congenial เป็นที่พอใจ, cordial เป็นมิตร, considerate เห็นใจผู้อื่น, pleasant น่าอยู่
คำว่า good (ดี) เราสามารถใช้คำศัพท์อื่นเพื่อชื่นชมผู้อื่นได้แก่ excellent ดีเยี่ยม, amazing น่าประหลาดใจ, wonderful ยอดเยี่ยม, marvelous ดีมาก, exceptional ดีเด่น, fantastic มหัศจรรย์, outstanding โดดเด่น, terrific ยอดเยี่ยมมาก, splendid วิเศษ, stupendous ใหญ่โตน่าทึ่ง
จากคำศัพท์ที่ได้ศึกษาทบทวนปรากฏว่าคำศัพท์บางคำที่เป็นคำศัพท์ทั่วไปเราก็ไม่รู้ว่าคำศัพท์คำนั้นๆมีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งการศึกษาคำศัพท์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ประเภทไหนและความหมายของคำศัพท์หนึ่งคำเราสามารถที่จะใช้คำศัพท์คำอื่นที่มีความหมายไปในทางเดียวกันหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เดิมๆและเป็นการทบทวนคำศัพท์ให้กับตัวเองไปด้วยในตัว





Learning log week 8
(ในห้องเรียน)
Noun Clause คือ อนุประโยค (Subordinate clause) ประเภทหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นคำนาม (noun) ในประโยค ซึ่งในการสนทนาพูดคุย ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันเราอาจจะใช้ Noun clause แต่เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังใช้ Noun clause อยู่ ซี่ง Noun clause มักจะปรากฏทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน Noun clause สามารถปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่คำนามปรากฏได้ทุกตำแหน่ง คือ เป็นประธาน (Subject) และกรรม (object) 
หน้าที่และตำแหน่งของ noun clause สามารถมีตำแหน่งอยู่หน้าประโยคหรือหน้ากริยาทำหน้าที่เป็นประธานในประโยค (Subject noun clause), มีตำแหน่งอยู่หลังกริยา ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object noun clause), มีตำแหน่งอยู่หลังบุรพบท ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท (Object of preposition) และมีตำแหน่งอยู่หลัง V.to be ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายประธาน (Subject complement)
หน้าที่แรกเป็นประธานอยู่หน้าประโยค (Subject)   โดยปกติแล้ว คำนามหรืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นประธานในประโยคมักจะปรากฏอยู่หน้ากริยาหรือหน้าประโยค ตัวอย่างเช่น  What Big John ought to do now is concentrating on working. สิ่งที่บิ๊ก จอห์นควรจะทำตอนนี้ก็คือตั้งใจทำงานWhat they should do during meditating is keeping silent.สิ่งที่พวกเขาควรจะทำในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมนั่นคือการรักษาความสงบ/ ไม่ส่งเสียงดังWhat he said drives her angry. สิ่งที่เขาพูดทำให้หล่อนโกรธ
หน้าที่ถัดไปเป็นกรรมของกริยา (Subject of verb) ตำแหน่งอยู่หลังกริยา เช่น I suggest you that you should go to a movie with me tonight. ผมแนะนำว่าคุณควรจะไปดูหนังกับผมคืนนี้, I don’t understand what you all are talking about.  ผมไม่เข้าว่าพวกคุณกำลังพูดถึงอะไรอยู่,  If you know what is best for you, you should keep doing it.  ถ้าคุณรู้ว่าสิ่งไหนที่ดีกับตัวคุณ คุณควรจะทำหรือสานต่อมันไป
หน้าที่ที่สามเป็นกรรมของบุรพบท (Object of preposition) 
เช่น Big John knows all along about what is best for him. บิ๊ก จอห์นรู้มาโดยตลอดเกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคืออะไร, I thank you so much for what you gave to me all along. ผมขอบคุณมากๆสำหรับสิ่งที่คุณหยิบยื่นให้ผมมาโดยตลอด,  Sam knows all along about what he wants the most in his lifeแซมรู้มาโดยตลอดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในชีวิตของเขา
หน้าที่ที่สี่เป็นส่วนขยายประธาน (Subject complement) 
เช่น She is who he wants the most in his life.  เธอคือสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในชีวิต,  Practicing meditation is what makes your mind pure, tranquil and stable.การฝึกสมาธิคือสิ่งที่ทำให้จิตของคุณสะอาด สงบ มั่นคงแน่วแน่ไม่วอกแวก  The stability of life is what Big John wants the most in his life.
ความมั่นคงในชีวิตคือสิ่งที่บิ๊ก จอห์นต้องการที่สุด    
Noun clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ ประเภทแรกคือ that
การใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "That"   ใช้ตามหลังกริยา (Verb) บางตัวที่แสดงความรู้สึก ความคิด หรือ ความคิดเห็น เช่น think, feel, remember, know, suggest, believe, forget, realize, think, doubt, hope, recognize, understand, agree ตัวอย่างเช่น  We think that we’ve got to go nowพวกเราคิดว่าพวกเราจะต้องไปแล้วล่ะตอนนี้Big John knows all along that his mum loves him so much.บิ๊ก จอห์นรู้มาโดยตลอดว่าแม่รักเขามากๆ
ถ้าเป็นภาษาพูด เรามักจะละคำว่า that ซึ่งเป็น relative pronoun หรือคำขึ้นที่ขึ้นต้นอนุประโยค (clause) เช่น  He thinks that he should give up talking now. (Formal, written language)
 He thinks he should give up talking now. (Informal, spoken language) เขาคิดว่าเขาควรจะหยุดพูดเสียทีตอนนี้ ส่วนใหญ่กริยา (verb) ที่ปรากฏอยู่ใน main clause มักจะเป็น Present Simple Tense ธรรมดาส่วนกริยา (Verb) ใน noun clause จะเป็น tense อะไรก็ได้ เช่น I think (that) Big John is writing his column now.  ผมคิดว่าบิ๊ก จอห์นกำลังเขียนคอลัมน์ของเขาอยู่ตอนนี้ 
ประเภทที่สอง Wh - word การใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words
Wh-Words (what, where, when, why,who, how)  Noun Clauses ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Indirect wh-questions และแม้ว่า noun clause เหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม แต่ลำดับคำ (word order) ในอนุประโยคนี้ จะเป็นลำดับคำของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่ลำดับคำของประโยคคำถาม เช่น I can’t tell you where he lives nowผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน I don’t know why he comes here very often.ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาที่นี่บ่อยนัก     Big John attempts to keep finding who he is nowadays.ทุกวันนี้ บิ๊ก จอห์นพยายามที่จะค้นหาตัวเองไปเรื่อยๆ
การใช้เครื่องหมายวรรคตอนของประโยคจะเป็นไปตามลักษณะของ main clause กล่าวคือ ถ้า main clause เป็นคำถามจะใช้เครื่องหมาย question mark ปิดประโยค ถ้า main clause เป็นบอกเล่า จะใช้เครื่องหมาย full stop ปิดประโยค เช่น  Could you tell me where Big John works so far? คุณบอกผมจะได้ไหมครับว่าบิ๊ก จอห์นทำงานที่ไหนทุกวันนี้,  I know why she loves me. ผมรู้ว่าทำไมคุณถึงรักฉัน

ใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Wordเพื่อแสดงให้คู่สนทนาทราบว่า เราไม่รู้ หรือเราไม่แน่ใจ เช่น I don’t know how much it takes from here to there.  ผมไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลาเดินทางจากที่นี่ไปที่นั่นเท่าไหร่Big John can’t estimate how much his mum loves him. บิ๊ก จอห์นไม่สามารถจะประมาณได้ว่าแม่รักเขามากแค่ไหน I can’t fix how much time you take to do this project.ผมไม่สามารถไปกำหนดว่าคุณจะใช้เวลามากเท่าไหร่ในการทำโครงการนี้
ใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words เพื่อถามหาข้อมูลอย่างสุภาพ เช่น Could you tell me where Big John is at the moment? คุณจะบอกผมได้ไหมว่าบิ๊ก จอห์นอยู่ที่ไหนในขณะนี้Can you tell me what time it is now? บอกผมได้ไหมว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว
ประเภทสุดท้ายคือ If / whether การใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย If หรือ WhetheNoun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether คือ indirect yes/no questions เช่น Direct Question: Did they pass the exam? Indirect Question: I don’t know if they passed the exam. การลำดับคำในประโยค (word order) และเครื่องหมายจบประโยค ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับ Noun Clausที่ขึ้นต้นด้วย Wh-Words
               จะขึ้นต้น Noun Clause ด้วยคำว่า if หรือ whether ก็ได้ แต่มักใช้ whether ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นทางการ เช่น Sir, I would like to know whether you prefer coffee or tea. Tell me if you want to go with us or not. If he passed an exam I don’t know. Whether she is a student is not clear. ใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อ main clause แสดงการใช้ความคิด หรือความคิดคำนึง เช่น I can’t remember if I had already paid him. I wonder whether he will arrive in time.ใช้ Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย if หรือ whether เมื่อต้องการถามคำถามอย่างสุภาพ เช่น   Do you know if the principal is in his office. Can you tell me whether the tickets include drinks?
                ดังนั้น การใช้ Noun Clause ก็เหมือนกับการใช้คำนามสามารถวางในตำแหน่งเดียวกับ คำนามได้ และ Noun Clause มีหน้าที่ เป็นได้ทั้ง ประธานและ กรรมในตำแหน่งต่างๆในประโยคและ Noun Clause มีการใช้คำนำหน้าด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่ that , wh- word, if /whether ซึ่งแต่ละคำสามารถสามารถเป็นได้ทั้งประธานและกรรมในแต่ละประโยค หากเรามีความเข้าใจในเรื่อง Noun Clause เราก็สามารถนำไปใช้กับงานแปลของเราได้อย่างดี เพราะเราจะรู้ว่าประโยคแต่ละประโยคนั้นถูกละคำไปเราก็จะไม่สับสน


Learning log week 7
(นอกห้องเรียน)

ถ้าเราต้องการที่จะฟังชาวต่างชาติได้อย่างรู้เรื่องและเข้าใจมีวิธีการต่างๆมากมายที่เราจะสามารถฝึกฝนตนเองได้หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือการดูหนัง ซึ่งเป็นหนังที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะสามารถให้ฝึกฝนทักษะการฟังของเราได้ ซึ่งหนังที่ดิฉันได้เลือกดูคือ มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ Maleficent เป็นภาพยนตร์แนวจินตนิมิตด้านมืดและแนวผจญภัย กำกับโดย Robert Stromberg  ซึ่งมีตัวละครหลักดังนี้ มาเลฟิเซนต์: ออโรรา สเตฟาน เฮนรี กษัตริย์เมืองมนุษย์ นางลีลาเลย์ลา พระมเหสีพระเจ้าสเตฟาน และฟิลลิป เดียวัล นางฟ้าทั้งสาม ซึ่งมีเนื่อเรื่องดังนี้
ดินแดนกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์นาๆพันธ์ ซึ่งดินแดนนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองแผ่นดินด้วยกัน นั่นก็คือ ดินแดนของมนุษย์ที่มีกษัตริย์ที่โลภมากและคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่กว่าส่งอื่นใดปกครองอยู่ และอีกดินแดนหนึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเวทมนต์ มีสรรพสิ่งมากมายที่และเป็นเมืองที่มีความสวยงามซึ่งดินแดนนี้ปราศจากมนุษย์ และทุกสรรพสิ่งในดินแดนแห่งนี้ล้วนมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือสัตว์ในเทพนิยายต่างๆซึ่งมีเทพที่คอยปกครองก็คือ มาลิฟิเซนต์ ดินแดนแห่งนี้คือ เมืองมัวส์
                วันหนึ่งมาลิฟิเซนต์ได้วิ่งเล่นอยู่ในเมืองมัวส์ และมีนางฟ้าบินมาอย่างตกใจและมาบอกกับมาลิฟิเซนต์ว่ามีมนุษ์ได้บุกรุกเข้ามาในเขตมัวส์เด็กผู้ชายคนนั้นคือสเตฟาน มาลิฟิเซนต์ได้ยินเช่นนั้นจึงได้รีบได้ดูอย่างรวดเร็วและได้พบว่ามีมนุษย์ได้บุกรุกเข้ามาขโมยหินชนิดหนึ่งไป นางจึงได้คุยกับเด็กหนุ่มคนนั้นว่า เอาของที่ขโมยไปคืนมา และเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้คืนหินให้กับมลิฟิเซนต์และนางก็ได้โยนหินก้อนนั้นลงน้ำไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน ก่อนที่สเตฟานจะออกจากเมืองมัวส์เขาได้จับมือกับมาลิฟิเซนต์แต่นางก็ต้องสะบัดมือออกจากเขาทันทีเพราะเขาสวมแหวนที่เป็นโลหะซึ่งโลหะนั้นจะแผดเผานางฟ้า เขาจึงตัดสินใจโยนแหวนนั้นทิ้งเพื่อที่จะได้สัมผัสมือกับนาง
เตฟานเด็กหนุ่มผู้มีความน่ารักอ่อนโยนต่อมาลิฟิเซนต์ ทั้งสองได้รู้จักและเล่นด้วยกันมาตลอดจนเริ่มที่จะมีความรู้สึกดีๆต่อกันและเมื่อมาลิฟิเซนต์  มีอายุครบ 16 ปี สเตฟาน ได้มาหามาลิฟิเซนต์ในวันนั้น และเขาได้มอบรอยจูบให้กับเธอในวันที่อายุครบ 16 ปี หลังจากนั้นสเตฟานก็ไม่เคยกลับมาเมืองมัวส์อีกเลยนางเฝ้ารอเขามาตลอดเวลา
ต่อมา พระเจ้าเฮนรี กษัตริย์เมืองมนุษย์ ยกกำลังพลมาตีเมืองมัวส์ แต่ทรงแพ้แก่มาเลฟิเซนต์ จึงทรงกริ้วโกรธมาก มีรับสั่งว่า ผู้ใดตามล้างผลาญนางเพื่อแก้แค้นแทนพระองค์ได้ จะให้ผู้นั้นสืบบัลลังก์และจะยกทุกอย่างให้เท่าที่บุคคลนั้นต้องการ ในขณะนั้นสเตฟานได้เข้าไปรับใช้พระเจ้า เฮนรีอยู่เมือได้ยินเช่นนั้นจึงคิดการใหญ่ในทันที ในคืนนั้นสเตฟานได้กลับไปหามาลิฟิเซนต์อีกครั้ง แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไรในตัวสเตฟาน
สเตฟานได้วางยานาง แต่หักใจปลิดชีวิตนางไม่ลง เขาจึงใช้เหล็กอันเป็นวัตถุมีอำนาจสังหารเทพธิดาตัดปีกนางออก แล้วนำกลับมาให้ พระเจ้าเฮนรีเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า เขาได้ฆ่านางแล้ว มาเลฟิเซนต์ตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่แหลกลาญและโกรธแค้นสเตฟาน จากนั้นนางจึงได้สร้างกำแพงลวดหนามเพื่อป้องกันการบุกรุกจากมนุษย์ นางโศกเศร้าเสียใจมาก วันหนึ่งนางได้เห็นนกตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกมนุษย์ตีนางจึงเสกให้นกตัวนั้นกลายเป็นคนจนรอดจากน้ำมือของมนุษย์ และนางได้นำนกตัวนั้นมาเลี้ยงดู ซึ่งมีชื่อว่าเดียวัล
จากนั้นนางจึงให้เดียวัลเข้าสอดแนมในเมืองมนุษย์ และวันนั้นเองที่สเตฟานได้ขึ้นแท่นบัลลังก์เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองมนุษย์และได้แต่งงานกับลูกสาวของพระเจ้าเฮนรีด้วย หลังจากนั้นไม่นาสเตฟานได้มีลูกสาวหนึ่งคน คือ ออโรล่า สเตฟานได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกสาวของเขาอย่างใหญ่โตได้เชิญแขกทั่วเมืองมาร่วมแสดงความยินดี และหนึ่งในนั้นก็มีเหล่านางฟ้าทั้งสามได้มาร่วมแสดงความยินดีด้วย
และเพื่อเป็นการแก้แค้นสเตฟาน มาเลฟิเซนต์จึงบุกไปงานสมโภชโดยมิได้รับเชิญ แล้วสาปพระกุมารีให้ทรงถูกเข็มปั่นฝ้ายตำพระดัชนีในวันที่มีอายุครบ 16 ปี และบรรทมไปตลอดกาล พระเจ้าสเตฟานทรงขอให้นางปรานี นางจึงบอกว่า คำสาปนี้แก้ได้ด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ แล้วก็จากไป พระเจ้าสเตฟานทรงเกรงมาเลฟิเซนต์จะเคียดแค้นพระองค์ยิ่งนัก จึงรับสั่งให้ริบเครื่องปั่นฝ้ายทั้งหมดไปทิ้งในห้องใต้ปราสาท แล้วให้นางฟ้าสามองค์นำพระธิดาไปกักเก็บไว้ในป่าจนกว่าจะลุอายุครบ 16 ปี กับหนึ่งวันและให้นำ ออโรล่ากลับเข้าเมืองอีกครั้ง
   นางฟ้าสามทั้งสามนั้นสะเพร่า มิได้เอาใจใส่พระธิดาตามสมควร มาเลฟิเซนต์จึงได้มาคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง แม้เดิมจะจงเกลียดจงชังมากก็ตาม ในวันที่ ออโรล่ามีอายุครบ 15 ปี ก็ได้ไปพบมาเลฟิเซนต์ และได้พูดคุยกับมาลิฟิเซนต์ และออโรล่าก็รู้สึกเสมือนว่า มาเลฟิเซนต์เฝ้าคุ้มครองป้องกันตนเองเสมอมา จึงเชื่อว่า มาเลฟิเซนต์เป็น "แม่ทูนหัว" (godmother) ของเธอ มาเลฟิเซนต์เองเมื่อให้ออโรล่าอยู่กับตนนานเข้า นางก็ยิ่งรักและเอ็นดูออโรล่ามากยิ่งขึ้น  นางจึงพยายามถอนคำสาปให้ แต่ไร้ผล
ภายหลัง ออโรราพบเจ้าชายรูปงามพระนามว่า ฟิลลิป ที่กำลังไปวังพระเจ้าสเตฟาน ทั้งสองมีใจให้กันในบัดดล เจ้าชายฟิลลิปทรงให้คำมั่นว่าจะกลับมาหาออโรราให้จงได้ ต่อมาเมื่อออโรล่าอายุครบ 16  ออโรรายังอยากที่จะอยู่กับมาเลฟิเซนต์นางจึงได้ตัดสินใจที่จะไปขอนางฟ้าทั้งสามว่าจะมาอยู่กับมาลิฟิเซนต์ มาเลฟิเซนต์เองก็หวังจะให้เป็นเช่นนั้น ทว่า นางฟ้าทั้งสามไม่หลุดปากพูดเสียก่อนว่า เป็นมาเลฟิเซนต์เป็นคนที่สาปออโรรามาแต่พระเยาว์ ออโรราได้ฟังแล้วก็ใจสลาย และได้หนีมาเลฟิเซนต์คืนสู่วังพระบิดา
พระเจ้าสเตฟานทรงขังออโรราไว้ในวังจนกว่าจะพ้นวันเกิดไปอีกหนึ่งวัน แต่ด้วยพลังแห่งคำสาป ออโรราก็ไปพบเครื่องปั้นฝ้ายที่ริบไว้แต่เดิม และถูกเข็มตำนิ้ว คำสาปเป็นอันบรรลุผล มาเลฟิเซนต์เสียใจที่ไม่อาจปกป้องเธอได้ จึงลอบพาเจ้าชายฟิลลิปมาเข้ามาในวัง หวังใจว่า ที่เจ้าชายเจ้าหญิงได้พบกันในป่า ก็อาจช่วยให้บังเกิดรักแท้มาแก้คำสาปได้ เจ้าชายฟิลลิปทรงบรรจงจุมพิตออโรรา แต่ว่าไม่เป็นผล มาเลฟิเซนต์ก็เสียใจหนัก จึงปวารณาจะพิทักษ์รักษาพระธิดาจากเภทภัยทั้งหลายจนกว่าจะฟื้น กล่าวแล้วก็จุมพิตด้วยความรัก ฉับพลัน ออโรล่าก็ตืนขึ้นมา
มาเลฟิเซนต์จึงเข้าใจว่า รักใดในโลกนี้ก็ไม่จริงแท้เท่ารักที่แม่มีให้ลูก พระธิดาทรงเรียกขานมาเลฟิเซนต์ว่า "แม่ทูนหัว" ด้วยทรงซาบซึ้งถึงความรักประหนึ่งมารดาที่มาเลฟิเซนต์มีให้ และทรงอภัยมาเลฟิเซนต์ในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว  พระธิดายังอยากที่จะกลับไปอยู่กับมาเลฟิเซนต์ในเมืองมัวส์ มาเลฟิเซนต์จึงพานางหนี แต่พระเจ้าสเตฟานเสด็จมาขวางและทรงใช้ข่ายเหล็กจับมาเลฟิเซนต์ไว้ได้ แล้วทหารของพระองค์พร้อมด้วยอาวุธทำด้วยเหล็กกล้าเตรียมฆ่านาง มาเลฟิเซนต์ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายจำแลงนกกาดีอาวัลเป็นมังกรเพื่อช่วยให้นางกับออโรล่าหนีไป
ในขที่มาเลฟิเซนต์กำลังจะถูกประหารนั้นเอง ออโรราถอดปีกของมาเลฟิเซนต์ที่ถูกขังไว้ออกมา มาเลฟิเซนต์จึงได้ฟื้นฤทธานุภาพเหมือนเดิมและเอาชนะพระเจ้าสเตฟานได้ มาเลฟิเซนต์ละเว้นพระชนม์โดยขอให้เลิกรากันเท่านี้ ก่อนที่นางจะพาออโรราบินจากไป แต่ พระเจ้าสเตฟานไม่ทรงยอมแพ้ ทรงโผนไปเกาะมาเลฟิเซนต์ไว้ มาเลฟิเซนต์ทรงตัวไว้ได้ แต่พระเจ้าสเตฟานนั้นทรงพลัดตกลงสู่เบื้องล่างถึงแก่พระชนมชีพ
จากเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการแก้แค้นนั้นไม่มีวันสิ้นสุดนอกเสียจากความตายนั้นจะมาพรากไปจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และการที่เราได้ดูหนังเพื่อเป็นการฝึกทักษะด้านการฟังอย่างหนึ่งแล้วจากภาพที่เราดูนั้นเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของมนุษย์ และบางสิ่งบางอย่างก็สร้างขึ้นจากจินตนาการที่ในโลกนี้ไม่เคยมีมาก่อน การดูหนังนั้นสามารถที่จะช่วยพัฒนาทักษะการฟังของเราได้อย่างแน่นอนหากเราดูและนำมาใช้ปรับปรุงกับตนเองก็จะเกิดประโยชน์อย่างมาก




Learning log week 7
โครงสร้าง passive voice ทั้ง 12  tense
1.             Present simple tense
Active: S + V1  =Susan  opens the  window.
Passive: S + is, am, are + V3 + by…  =  The window is opened by Susan.     
2.             Present continuous tense
Active: S + is, am, are V. ing  = Susan is opening  the  window.
Passive: S + is, am, are + being + V3 + by…  =  The window is being opened by Susan.
3.             Present perfect tense
Active: S + has\ have + V= Susan has opened  the  window.
Passive: S + has\ have + been + V3 + by…  =  The window has been opened by Susan.
4.             Present perfect continuous tense
Active: S + has\ have + been + V. ing  = Susan has been opening  the  window.
Passive: S + has\ have + been + being + V3 + by…  =  The window has been being opened by Susan.
5.             Past simple tense
Active: S + V.= Susan opened  the  window.
Passive: S + was \ were + V3 + by…  =  The window was opened by Susan.
6.             Past continuous tense
Active: S + was \ were +V. ing   = Susan was opening  the  window.
Passive: S + was \ were + being + V3 + by…  =  The window was being opened by Susan.
7.             Past perfect tense
Active: S + had + V.3   = Susan has opened  the  window.
Passive: S + had been + V3 + by…  =  The window had been opened by Susan.
8.             Past perfect continuous tense
Active: S + had been + V. ing   = Susan had been opening  the  window.
Passive: S + had been + being + V3 + by…  =  The window had been being opened by Susan.                       
9.             Future simple tense
Active: S + will + V.1   = Susan will open  the  window.
Passive: S + will + be + V3 + by…  =  The window will be opened by Susan.
10.      Future continuous tense
Active: S + will + be + V. ing   = Susan will be opening  the  window.
Passive: S + will + be + being + V3 + by…  =  The window will be being opened by Susan.
11.      Future perfect tense
Active: S + will +  have + been + V.3   = Susan will have  been opened  the  window.
Passive: S + will +have + been + V3 + by…  =  The window will have been  opened by Susan.
12.      Future perfect continuous tense
Active: S + will +  have + been + V.ing  = Susan will have  been opening  the  window.
Passive: S + will +have + been + being + V3 + by…  =  The window will have been being  opened by              
   Susan.









                                                                                                                                                








Learning log week 7
(ในห้องเรียน)
ประโยคในภาษาอังกฤษมีหลายชนิดให้เราได้ศึกษาเรียนรู้และสามารถนำมาใช้ได้ในการเรียนของเราซึ่งประโยคแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันทั้งโครงสร้างและหลักการใช้ ซึ่งจากการเรียนรู้ในห้องเรียนครั้งนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับ Conditional sentences หรือ if-clause คือ ประโยคเงื่อนไข ประกอบด้วยอนุประโยค สองประโยค ประโยคหนึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า If กับอีกประโยคหนึ่งเหมือนประโยคสมบูรณ์ทั่วไป และ อนุประโยคสองประโยคนี้สลับที่กันได้ จะยกประโยคไหนขึ้นต้นก็ได้ แล้วแต่การเน้นและความหมาย ซึ่งมีด้วยกัน 3 แบบดังนี้
แบบที่ 1 แสดงความเป็นไปได้สูงหรือที่เป็นจริงเสมอ ถ้าต้องการกล่าวถึงเงื่อนไขต่างๆในปัจจุบันที่เป็นไปได้สูงหรือที่เป็นจริงเสมอ เราจะใช้ ในรูปดังต่อไปนี้
If + present tense verb, …. Will / may/ can + V.  เช่น If he asks me, I will go with him.
    ถ้าเขาขอฉัน ฉันจะไปกับเขา,  If you don’t study hard, you can’t pass the exams. ถ้าเธอไม่ศึกษาอย่างหนัก เธอไม่สามารถสอบผ่าน, If the lighting appears, there follows the thunder.ถ้าฟ้าแล่บ ก็จะมีฟ้าร้องตามมาเสมอ, If it rains, the streets are flooded ถ้าฝนตก น้ำก็จะท่วมถนนเป็นประจำ ,If we freeze water, it will change into ice. ถ้าเราทำให้น้ำถึงจุดเยือกแข็ง น้ำก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งเสมอ
แบบที่ 2 เป็นการสมมติหรือจินตนาการให้บางสิ่งเกิด     ถ้าเราต้องการกล่าวถึงเงื่อนไขต่างๆในปัจจุบันที่เป็นการสมมติหรือจินตนาการให้บางสิ่งเกิดขึ้น เราจะใช้ ในรูปดังต่อไปนี้ if + past tense verb , …would/might / could + V. เช่น If Einstein were alive, he would agree with me. ถ้าไอนสไตนยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงเห็นด้วยกับผม, If I were bird, I could fly.ถ้าผมเป็นนก ผมก็คงบินได้, If I were him, I would invest in emerging market. ถ้าผมเป็นเขา ผมก็คงลงทุนในตลาดเกิดใหม่,
If the earth had 2 moons, the night sky would be so exotic.ถ้าโลกมีดวงจันทร์ 2 ดวง ท้องฟ้ายามค่ำคืนก็คงจะประหลาดล้ำ, If she were/was here, I would propose.ถ้าหล่อนมาอยู่ที่นี่นะ ผมก็จะขอหล่อนแต่งงาน
                แบบที่ 3 เป็นการสมมติให้เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น     ถ้าเราต้องการกล่าวถึงเงื่อนไขต่างๆที่เป็นการสมมติให้เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เราจะใช้ ในรูปดังต่อไปนี้ if + past perfect, …would + have + past participle เช่น If I had known that movie was fun, I would have watched it.ถ้าผมรู้ว่าหนังเรื่องนั้นสนุก ผมก็น่าจะได้ดูมัน
If I had set my alarm clock, I could have woken up early.ถ้าผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ผมก็คงตื่นเช้า ,If I had got some advice, I might have bought that stock.ถ้าผมได้รับคำแนะนำ ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนั้นไว้
การใช้ if-sentence ในข้อ 3 นี้ เราสามารถเอา had มาวางไว้หน้าประโยคและตัด if ออกได้ดังนี้
Had I known that movie was fun, I would have watched it. ถ้าผมรู้ว่าหนังเรื่องนั้นสนุก ผมก็น่าจะได้ดูมัน

จากการศึกษาประโยค If clause สามารถสรุปตามความเข้าใจได้ดังนี้ ถ้าเงื่อนไขของสถานการณ์นั้นเป็นจริงเสมอ ก็มักใช้กับ แบบที่ 1  เช่น If it rains, the streets are flooded.ถ้าฝนตก น้ำก็จะท่วมถนนเป็นประจำ ในขณะเดียวกัน ถ้าเงื่อนไขของสถานการณ์นั้นเป็นการสมมติที่เหนือธรรมชาติ ใช้กับ  แบบที่  2 เช่น If I were bird, I could fly.  ถ้าผมเป็นนก ผมก็คงบินได้ ส่วนการใช้ if-sentence แบบที่ 3 ซึ่งเป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขต่างๆที่เป็นการสมมติ
ให้เหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้นนั้น เช่น If I had gotten some advice, I might have bought that stock.ถ้าผมได้รับคำแนะนำ ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนั้นไว้ หากเราเข้าใจวิธีการใช้ if clause ได้อย่างชัดเจนเราก้อจะรู้ว่าประโยคที่ถูกนำมาเขียนนั้นเป็นประโยคที่ เป็นไปได้หรือประโยคไหนที่เป็นไปไม่ได้ตามรูปแบบต่างๆ